Farmers Aid Fund Act, B.E.2554 (2011)
颁布于 1974 · 文本截至 2026-10-01
以研究形式发布的公开法律与官方指引,不构成法律、税务或金融建议。
研究内容本身以英文撰写。标题和标签已翻译,调查结果和引文未翻译。
关于这部法律
- 语言
- Thai
- 类型
- 法令
- 组织
- Mekong River Commission (MRC)
- 国家
- 泰国
- 主题
- Agricultural and rural development, Food and nutrition
- 关键词
- agricultural commodities, agricultural development, cooperative/producer organization, smallholders/peasants, special fund, subsidy/incentive, research, processing/handling, internal trade, international trade, certification
- 类别
- *
在哪里阅读
文本
所收录的法律原文,按条款排列。每个条款都有自己的链接。
หน้า ๑ เล่ม ๑๒๘ ตอนที่ ๑๖ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๔ พระราชบัญญัติ กองทุนสงเคราะห์เกษตรกร พ.ศ. ๒๕๕๔ ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เป็นปีที่ ๖๖ ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร พระราชบัญญัตินี้ มีบทบัญญัติบางประการเก่ียวกับการจํากัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซ่ึงมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๔๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทําได้ โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคําแนะนําและยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้ มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้ เรียกว่า “พระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร พ.ศ. ๒๕๕๔” มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป มาตรา ๓ ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร พ.ศ. ๒๕๑๗ หน้า ๒ เล่ม ๑๒๘ ตอนที่ ๑๖ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๔ มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้ “กองทุน” หมายความว่า กองทุนสงเคราะห์เกษตรกร “เกษตรกร” หมายความว่า ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม และให้หมายความรวมถึงองค์กร เกษตรกรซ่ึงประกอบกิจการเก่ียวกับเกษตรกรรม “องค์กรเกษตรกร” หมายความว่า สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์ประมง สหกรณ์นิคม ชุมนุม สหกรณ์ดังกล่าว กลุ่มเกษตรกรตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชนที่ได้จดทะเบียนตามกฎหมาย ว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน องค์กรเกษตรกรตามกฎหมายว่าดว้ยกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร หรือองค์กรเกษตรกรอ่ืนที่มีกฎหมายจัดตั้ง “เกษตรกรรม” หมายความว่า การเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ การประมง และเกษตรกรรมอื่น ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกาศกําหนด “ผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้น” หมายความว่า ผลิตผลอันเกิดจากเกษตรกรรมโดยตรง ตลอดจน ผลิตผลพลอยได้อันเกิดจากผลิตผลเกษตรกรรมดังกล่าว ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ประกาศกําหนด แต่ไม่รวมถึงผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้นที่มีกฎหมายเฉพาะกําหนดหลักเกณฑ์ใน การช่วยเหลือไว้แล้ว “ผลิตภัณฑ์อาหาร” หมายความว่า ผลิตผลเกษตรกรรมที่ใช้เป็นอาหารหรือส่วนประกอบ ของอาหารสําหรับคนหรือสัตว์ไม่ว่าจะแปรรูปแล้วหรือไม่ ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีประกาศกําหนด แต่ไม่รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารที่มีกฎหมายเฉพาะกําหนดหลักเกณฑ์ในการช่วยเหลือไว้แล้ว “ค่าธรรมเนียมการส่งออก” หมายความว่า เงินที่เรียกเก็บจากผู้ส่งออกตามพระราชบัญญัตินี้ “ค่าธรรมเนียมการนําเข้า” หมายความว่า เงินที่เรียกเก็บจากผู้นําเข้าตามพระราชบัญญัตินี้ “ผู้ส่งออก” หมายความว่า ผู้ส่งของออกตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรซ่ึงส่งออกผลิตผล เกษตรกรรมขั้นต้นหรือผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อการค้า “ผู้นําเข้า” หมายความว่า ผู้นําของเข้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรซ่ึงนําเข้าผลิตผล เกษตรกรรมขั้นต้นหรือผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อการค้า “หน่วยงานของรัฐ” หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่อ อย่างอ่ืนและมีฐานะเป็นกรม จังหวัด และให้หมายความรวมถึงรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอ่ืนของรัฐ ที่มีกฎหมายจัดตั้ง “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการสงเคราะห์เกษตรกร “รัฐมนตรี” หมายความว่า รฐัมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ หน้า ๓ เล่ม ๑๒๘ ตอนที่ ๑๖ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๔ มาตรา ๕ ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่ง เรียกว่า “กองทุนสงเคราะห์เกษตรกร” ในสํานักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกอบด้วย เงินและทรัพย์สินตามมาตรา ๖ เพื่อเป็น ทุนหมุนเวียนและใช้จ่ายช่วยเหลือหรือส่งเสริมเกษตรกรในกิจการตามมาตรา ๗ ให้สํานักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เก็บรักษาเงินและทรัพย์ สินของกองทุน และดาํเนินการเบิกจ่ายเงินกองทุนตามพระราชบัญญัตินี้ เงินกองทุนที่สํานักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เก็บรักษาตามวรรคสอง ให้นําไป หาดอกผลโดยการฝากออมทรัพย์หรือฝากประจํากับธนาคารที่เป็นรัฐวิสาหกิจ หรือการซ้ือหลักทรัพย์ของ รัฐบาลได้ การหาดอกผลจากเงินกองทุนนอกจากที่กําหนดในวรรคสาม ต้องขออนุมัติจากกระทรวงการคลัง มาตรา ๖ กองทุน ประกอบด้วย (๑) เงิน ทรัพย์สิน สิทธิ และหนี้สินที่โอนมาจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรตามมาตรา ๒๖ (๒) เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้จากงบประมาณรายจ่ายประจําปี (๓) ค่าธรรมเนียมการส่งออกและค่าธรรมเนียมการนําเข้าที่เรียกเก็บได้ตามพระราชบัญญัตินี้ (๔) เงินกู้โดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรี (๕) ดอกผลของเงินกองทุน (๖) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้มอบให้ มาตรา ๗ กิจการตามโครงการที่จะใช้จ่ายเงินจากกองทุน ได้แก่กิจการ ดังต่อไปนี้ (๑) การส่งเสริมการผลิตผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้นหรือผลิตภัณฑ์อาหาร โดย (ก) จัดหาปัจจัยการผลิตต่าง ๆ ที่มีคุณภาพเพื่อจําหน่ายให้แก่เกษตรกรในราคาที่เป็นธรรม (ข) ให้เกษตรกรกู้เพื่อการลงทุนในการผลิต เก็บรักษา หรือจําหน่ายผลิตผลเกษตรกรรม ขั้นต้นหรือผลิตภัณฑ์อาหาร (ค) ดําเนินการจัดหาแหล่งน้ําหรือที่ดินให้เกษตรกรเข้าทํากิน การจัดหากรรมสิทธิ์ หรือสิทธิในที่ดินให้แก่เกษตรกร การปฏิรูปที่ดินและการจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ง) ดําเนินการอ่ืนใดอันจะก่อประโยชน์ ในการผลิตผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้น หรือผลิตภัณฑ์อาหาร รวมทั้งการส่งเสริมการผลิตวัตถุดิบสําหรับอุตสาหกรรมการเกษตร (๒) การส่งเสริมการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานคุณภาพของผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้น หรือผลิตภัณฑ์อาหาร หน้า ๔ เล่ม ๑๒๘ ตอนที่ ๑๖ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๔ (๓) การรักษาเสถียรภาพของราคาและการจําหน่ายผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้นหรือผลิตภัณฑ์ อาหาร โดย (ก) ซ้ือหรื อรับจํ านําผ ลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้นหรือผลิตภัณฑ์อาหารในราคา ที่คณะกรรมการกําหนด (ข) จําหน่ายภายในหรือนอกราชอาณาจักรซ่ึงผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้นหรือผลิตภัณฑ์ อาหาร (ค) ดําเนินการอ่ืนใดอันจําเป็นเพื่อประโยชน์แห่งกิจการตาม (๓) (๔) การดําเนินการที่จําเป็นและเร่งด่วนเพื่อป้องกันและขจัดภัยอันจะเป็นผลเสียหายแก่ เกษตรกร (๕) การศึกษาวิจัย เพื่อการพัฒนาการผลิต การแปรรูป หรือการตลาด ซ่ึงผลิตผล เกษตรกรรมขั้นต้นหรือผลิตภัณฑ์อาหาร โดยให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการดําเนินการ (๖) การติดตามผลการดําเนินการตามโครงการที่ได้รับการช่วยเหลอืหรือส่งเสริมจากกองทุน มาตรา ๘ ให้จัดสรรเงินกองทุนจํานวนไม่ต่ํากว่าร้อยละห้าสิบของเงินกองทุนเป็นเงินทุน หมุนเวียนเพื่อใช้จ่ายในกิจการตามมาตรา ๗ การจัดสรรเงินกองทุนให้คํานึงถึงเกษตรกรที่ประสบความเดือดร้อนเป็นหลักก่อน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกําหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา มาตรา ๙ รัฐมนตรีโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอํานาจประกาศกําหนดชนิดหรือประเภทของ ผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้นหรือผลิตภัณฑ์อาหารที่ผู้ส่งออกหรือผู้นําเข้าต้องเสียค่าธรรมเนียมการส่งออก หรือค่าธรรมเนียมการนําเข้า ในกรณีดังต่อไปนี้ (๑) การส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซ่ึงผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้นหรือผลิตภัณฑ์อาหารชนิดใด หรือประเภทใด อาจทําให้ราคาผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้นหรือผลิตภัณฑ์อาหารชนิดนั้นหรือประเภทนั้น มีแนวโน้มสูงขึ้นจนกระทบกระเทือนต่อการบริโภคภายในประเทศ หรืออาจก่อให้เกิดความขาดแคลน ซ่ึงผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้นหรือผลิตภัณฑ์อาหารชนิดนั้นหรือประเภทนั้นภายในประเทศ (๒) ราคาผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้นหรือผลิตภัณฑ์อาหารชนิดใดหรือประเภทใดในต่างประเทศ สูงกว่าราคาผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้นหรือผลิตภัณฑ์อาหารชนิดนั้นหรือประเภทนั้นในประเทศ ทําให้กําไรจากการส่งออกสูงเกินสมควร (๓) การนําเข้ามาในราชอาณาจักรซ่ึงผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้นหรือผลิตภัณฑ์อาหารชนิดใด หรือประเภทใด อาจทําให้ราคาผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้นหรือผลิตภัณฑ์อาหารชนิดนั้นหรือประเภทนั้น มีแนวโน้มต่ําลงจนกระทบกระเทือนต่อการผลิตภายในประเทศ หน้า ๕ เล่ม ๑๒๘ ตอนที่ ๑๖ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๔ การเปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือยกเลิกประกาศตามวรรคหนึ่ง ต้องได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี มาตรา ๑๐ รัฐมนตรีโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอํานาจประกาศกําหนดอัตราค่าธรรมเนียม การส่งออกหรือค่าธรรมเนียมการนําเข้าซ่ึงผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้นหรือผลิตภัณฑ์อาหารชนิดหรือ ประเภทที่กําหนดตามมาตรา ๙ รวมทั้งกําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการเรียกเก็บและชําระ ค่าธรรมเนียมการส่งออกและค่าธรรมเนียมการนําเข้า การกําหนดอัตราค่าธรรมเนียมตามวรรคหนึ่ง ให้คํานึงถึงอัตราอากร และค่าธรรมเนียมพิเศษ ที่เรียกเก็บจากผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้นหรือผลิตภัณฑ์อาหารตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร กฎหมาย ว่าด้วยการส่งออกไปนอกและการนําเข้ามาในราชอาณาจักรซ่ึงสินค้า และกฎหมายอ่ืนด้วย การเปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือยกเลิกประกาศตามวรรคหนึ่ง ต้องได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี มาตรา ๑๑ ในกรณีที่การส่งออกไปนอกราชอาณาจักรหรือการนําเข้ามาในราชอาณาจักร ซ่ึงผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้นหรือผลิตภัณฑ์อาหารที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมการส่งออกหรือค่าธรรมเนียม การนําเข้า เกิดขึ้นจากการซ้ือขายระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลต่างประเทศ รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบ ของนายกรัฐมนตรีมีอํานาจลดอัตราค่าธรรมเนียมการส่งออกหรือค่าธรรมเนียมการนําเข้าสําหรับผลิตผล เกษตรกรรมขั้นต้นหรือผลิตภัณฑ์อาหารชนิดหรือประเภทดังกล่าวสําหรับปริมาณที่ซ้ือขายกันแต่ละคราวได ้ มาตรา ๑๒ ภายใต้บังคับมาตรา ๑๑ ผู้ส่งออกหรือผู้นําเข้าซ่ึงผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้น หรือผลิตภัณฑ์อาหารชนิดหรือประเภทที่กําหนดตามมาตรา ๙ ต้องเสียค่าธรรมเนียมการส่งออก หรือค่าธรรมเนียมการนําเข้าตามอัตรา หลักเกณฑ์ และวิธีการที่กําหนดในมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๓ ค่าธรรมเนี ยมการส่ งออกและค่ าธรรมเนี ยมการนํ า เข้ าที่ เ รี ยก เ ก็บได้ ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ส่งเข้ากองทุนเพื่อใช้ในกิจการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๗ โดยไม่ต้องนําส่งคลัง เป็นรายได้แผ่นดิน มาตรา ๑๔ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการสงเคราะห์เกษตรกร” ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นรองประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ อธิบดีกรมการค้าภายใน อธิบดีกรมบัญชีกลาง อธิบดีกรมส่งเสริม การเกษตร อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เป็นกรรมการโดยตําแหน่ง และผู้ทรงคุณวุฒิซ่ึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่งตั้งจาก เกษตรกรจํานวนสิบคน เป็นกรรมการ หน้า ๖ เล่ม ๑๒๘ ตอนที่ ๑๖ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๔ หลักเกณฑ์ คุณสมบัติ และวิธีการในการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไป ตามระเบียบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กําหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี การออกระเบียบตามวรรคสองให้คํานึงถึงผู้แทนองค์กรเกษตรกรและเกษตรกรโดยกระจาย ตามภูมิภาค สาขาอาชีพ และการมีส่วนร่วมของชายและหญิง ทั้งนี้ ให้มีผู้แทนเกษตรกรด้านพืช ด้านสัตว์ และด้านการประมง อย่างน้อยด้านละหนึ่งคน คณะกรรมการจะแต่งตั้ งกรรมการหรือบุคคลอ่ืนเป็นเลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการ คณะกรรมการก็ได้ มาตรา ๑๕ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดํารงตําแหน่งคราวละสามปี เม่ือครบกําหนดตามวาระในวรรคหนึ่ง หากยังมิได้มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นใหม่ ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซ่ึงพ้นจากตําแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตําแหน่งเพื่อดําเนินงานต่อไปจนกว่า กรรมการผู้ทรงคณุวุฒิซ่ึงได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่ ทั้งนี้ ต้องไม่เกินหนึ่งร้อยยี่สิบวัน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซ่ึงพ้นจากตําแหน่งตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่จะดํารงตําแหน่ง ติดต่อกันเกินสองวาระไม่ได้ มาตรา ๑๖ นอกจากการพ้นจากตําแหน่งตามวาระ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตําแหน่ง เม่ือ (๑) ตาย (๒) ลาออก (๓) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้พ้นจากตําแหน่ง เพราะบกพร่องต่อหน้าที่ มีความประพฤติเสื่อมเสีย หย่อนความสามารถ วิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือน (๔) เป็นบุคคลล้มละลาย (๕) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ (๖) ได้รับโทษจําคุกโดยคําพิพากษาถึงที่ สุดให้จําคุก เว้นแต่เป็นโทษสําหรับความผิด ที่ได้กระทําโดยประมาท ความผิดฐานหม่ินประมาท หรือความผิดลหุโทษ (๗) ขาดคุณสมบัติตามระเบียบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กําหนดตาม มาตรา ๑๔ วรรคสอง มาตรา ๑๗ ในกรณีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตําแหน่งก่อนวาระ ให้คณะกรรมการ ประกอบด้วยกรรมการทั้งหมดที่เหลืออยู่จนกว่าจะมีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิซ่ึงพ้นจากตําแหน่งก่อนวาระ ทั้งนี้ ต้องไม่เกินหนึ่งร้อยยี่สิบวัน เว้นแต่วาระของกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิเหลือไม่ถึงเก้าสิบวัน จะไม่แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนก็ได้ หน้า ๗ เล่ม ๑๒๘ ตอนที่ ๑๖ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๔ ในกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิซ่ึงพ้นจากตําแหน่งก่อนวาระ ให้ผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตําแหน่งที่ว่างอยู่ในตําแหน่งเท่ากับวาระที่ เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว มาตรา ๑๘ คณะกรรมการมีอํานาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (๑) พิจารณาอนุมัติหรือเสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีในการอนุมัติจัดสรรเงินกองทุนตาม โครงการที่หนว่ยงานของรัฐหรือองค์กรเกษตรกรเสนอ (๒) ติดตามผลการดําเนินการตามโครงการที่ได้รับการช่วยเหลือหรือส่งเสริมจากกองทุนและ เร่งรัดการชําระเงินคืนกองทุน (๓) ออกระเบียบกําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการจัดสรรเงินกองทุนให้เป็นไป ตามวัตถุประสงค์ของกองทุน (๔) ออกระเบียบเก่ียวกับการรับจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน การใช้จ่ายเงินเป็นค่าใช้จ่าย ในการดําเนินงานของกองทุน การจัดหาผลประโยชน์ของกองทุน และการจําหน่ายทรัพย์สินจากบัญชี ของกองทุนเป็นสูญ โดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง (๕) ปฏิบัติการอ่ืนใดตามที่กฎหมายกําหนดให้เป็นอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการ หรือตามที่ รัฐมนตรีมอบหมาย มาตรา ๑๙ การปฏิบัติตามอํานาจหน้าที่ในมาตรา ๑๘ ให้มีการประชุมคณะกรรมการ อย่างน้อยสองเดือนต่อหนึ่งครั้ง มาตรา ๒๐ การประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่าก่ึงหนึ่งของจํานวน กรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม ในการประชุมคณะกรรมการ ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม ถ้าประธานกรรมการและรองประธานกรรมการไม่มา ประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชมุ การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการ ลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด มาตรา ๒๑ คณะกรรมการมีอํานาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใด แทนหรือตามที่คณะกรรมการมอบหมาย การประชุมคณะอนุกรรมการ ให้นํามาตรา ๒๐ มาใช้บังคับโดยอนุโลม มาตรา ๒๒ ให้คณะกรรมการมีอํานาจในการอนุมัติจัดสรรเงินกองทุนตามมาตรา ๑๘ (๑) ในวงเงินไม่เกินหนึ่งร้อยล้านบาท ถ้าวงเงินเกินหนึ่งร้อยล้านบาท ต้องได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี หน้า ๘ เล่ม ๑๒๘ ตอนที่ ๑๖ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๔ มาตรา ๒๓ ให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จ่ายเงินจากกองทุนแก่หน่วยงานของรัฐหรือ องค์กรเกษตรกรซึ่งได้รับอนุมัติจัดสรรเงินกองทุนจากคณะกรรมการหรือคณะรัฐมนตรี มาตรา ๒๔ ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณของทุกปี ให้สํานักงานปลัดกระทรวง เกษตรและสหกรณ์จัดทํางบการเงินของกองทุนส่งให้สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนองบการเงินของกองทุนและผลการตรวจสอบ ตามวรรคหนึ่งต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อนําเสนอสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเพื่อทราบ มาตรา ๒๕ ผู้ส่งออกหรือผู้นําเข้ารายใดไม่เสียค่าธรรมเนียมการส่งออกหรือค่าธรรมเนียม การนําเข้าตามมาตรา ๑๒ หรือกระทําด้วยประการใด ๆ เพื่อให้ตนเสียค่าธรรมเนียมการส่งออกหรือ ค่าธรรมเนียมการนําเข้าน้อยกว่าที่ต้องเสีย ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสามปี หรือปรับสิบเท่า ของค่าธรรมเนียมการส่งออกหรือค่าธรรมเนียมการนําเข้าที่ยังต้องชําระ แต่ต้องไม่น้อยกว่าหนึ่งหม่ืนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ผู้ใดกระทําการด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ผู้ส่งออกหรือ ผู้นําเข้า เพื่อให้ผู้ส่งออกหรือผู้นําเข้าไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมการส่งออกหรือค่าธรรมเนียมการนําเข้า หรือให้เสียค่าธรรมเนียมการส่งออกหรือค่าธรรมเนียมการนําเข้าน้อยกว่าที่ต้องเสีย ต้องระวางโทษ เช่นเดียวกับผู้ส่งออกหรือผู้นําเข้า ตามอัตราที่กําหนดไว้ในวรรคหนึ่ง เงินค่าปรับตามมาตรานี้ ให้ถือเป็นค่าธรรมเนียมการส่งออกหรือค่าธรรมเนียมการนําเข้าที่เรียก เก็บได้ตามพระราชบัญญัตินี้ และให้ส่งเข้ากองทุน มาตรา ๒๖ ให้โอนบรรดาเงิน ทรัพย์สิน สิทธิ และหนี้สินของกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร ที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร พ.ศ. ๒๕๑๗ ที่มีอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ ใช้บังคับไปเป็นของกองทุนตามพระราชบัญญัตินี้ มาตรา ๒๗ ในวาระเริ่มแรกให้ดําเนินการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิให้แล้วเสร็จภายใน หนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้คณะกรรมการสงเคราะห์เกษตรกรตามพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร พ.ศ. ๒๕๑๗ ปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการตามพระราชบัญญัตินี้ไปพลางก่อนจนกว่าจะได้มีการแต่งตั้งกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิตามพระราชบัญญัตินี้ มาตรา ๒๘ บรรดาประกาศ ระเบียบ คําส่ัง หรือมติคณะรัฐมนตรีที่ออกตามพระราชบัญญัติ กองทุนสงเคราะห์เกษตรกร พ.ศ. ๒๕๑๗ ที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ยังคงใช้ บังคับได้ต่อไปเพียงเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้ จนกว่าจะมีประกาศ ระเบียบ คําส่ัง หรือมติ คณะรัฐมนตรีที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ หน้า ๙ เล่ม ๑๒๘ ตอนที่ ๑๖ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๔ มาตรา ๒๙ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอํานาจออกประกาศและระเบียบ เพื่อปฏิบัติการตาม พระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ในส่วนที่เก่ียวกับอํานาจหน้าที่ของตน ประกาศและระเบียบนั้น เม่ือได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตร ี หน้า ๑๐ เล่ม ๑๒๘ ตอนที่ ๑๖ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๔ หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับน้ี คือ โดยที่กฎหมายว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์ เกษตรกรซึ่งตราข้ึนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้หลุดพ้นจากหนี้สิน มีที่ทํากินเป็นของตนเอง และให้สามารถ เพิ่มผลผลิตและมีรายได้เพิ่มข้ึน รวมทั้งช่วยรักษาเสถียรภาพของราคาผลิตผลเกษตรกรรมขั้นต้นกับผลิตภัณฑ์ อาหารให้อยู่ในราคาที่เหมาะสม อันเป็นผลดีแก่ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคภายในประเทศ ได้ใช้บังคับมาต้ังแต่ พ.ศ. ๒๕๑๗ มีสาระสําคัญ และรายละเอียดไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปตามภาวะ ทางเศรษฐกิจ สังคม การค้าระหว่างประเทศ และการเปลี่ยนแปลงแนวนโยบายในการสงเคราะห์เกษตรกร ที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน ประกอบกับกระทรวงการคลังมีนโยบายในการโอนกองทุนสงเคราะห์ เกษตรกรที่ต้ังอยู่ในกระทรวงการคลังให้สํานักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้รับผิดชอบ ดังน้ัน เพื่อให้การบริหารจัดการกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับสถานการณ์ และแนวนโยบายที่เปลี่ยนไป จึงจําเป็นต้องตราพระราชบัญญัติน้ี