Eastern Special Development Zone Act, B.E. 2561 (2018)
颁布于 2018-05-14 · 文本截至 2026-10-01
以研究形式发布的公开法律与官方指引,不构成法律、税务或金融建议。
研究内容本身以英文撰写。标题和标签已翻译,调查结果和引文未翻译。
关于这部法律
- 语言
- Thai
- 类型
- 法令
- 组织
- Mekong River Commission (MRC)
- 国家
- 泰国
- 主题
- Environment, Land and soil, Water
- 关键词
- institution, sustainable development, innovation, authorization/permit, offences/penalties, environmental impact assessment (EIA), policy/planning, inspection, governance, land-use planning, expropriation, lease, contracts, water resources management
在哪里阅读
文本
所收录的法律原文,按条款排列。每个条款都有自己的链接。
หน้า ๑ เล่ม ๑๓๕ ตอนที่ ๓๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑ พระราชบัญญัติ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. ๒๕๖๑ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ เป็นปีที่ ๓ ในรัชกาลปัจจุบัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พระราชบั ญ ญั ติ นี้ มี บ ทบั ญ ญั ติ บ างประการเกี่ ย วกั บ การจํ า กั ด สิ ท ธิ แ ละเสรี ภ าพของบุ ค คล ซึ่งมาตรา ๒๖ ประกอบกั บมาตรา ๓๔ และมาตรา ๓๗ ของรัฐธรรมนู ญ แห่ งราชอาณาจัก รไทย บัญญัติให้กระทําได้โดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เหตุ ผ ลและความจํ า เป็ น ในการจํ า กั ด สิ ท ธิ แ ละเสรี ภ าพของบุ ค คลตามพระราชบั ญ ญั ติ นี้ เพื่อดําเนินการพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออกให้เป็นระบบและโดยสอดคล้องกับหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมการประกอบพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ทันสมัย สร้างนวัตกรรม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งการตราพระราชบัญญัตินี้สอดคล้องกับเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ ในมาตรา ๒๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว จึ งทรงพระกรุณ าโปรดเกล้ าฯ ให้ ต ราพระราชบั ญ ญั ติ ขึ้ น ไว้ โดยคํ าแนะนํ าและยิ น ยอมของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติทําหน้าที่รัฐสภา ดังต่อไปนี้ หน้า ๒ เล่ม ๑๓๕ ตอนที่ ๓๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑ มาตรา ๑ พระราชบั ญ ญั ติ นี้ เรีย กว่า “พระราชบั ญ ญั ติ เขตพั ฒ นาพิ เศษภาคตะวัน ออก พ.ศ. ๒๕๖๑” มาตรา ๒ พระราชบัญญั ตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป มาตรา ๓ ให้ยกเลิก (๑) คํ า สั่ ง หั ว หน้ า คณะรั ก ษาความสงบแห่ งชาติ ที่ ๒/๒๕๖๐ เรื่ อ ง การพั ฒ นาระเบี ย ง เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ลงวันที่ ๑๗ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๐ (๒) คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒๘/๒๕๖๐ เรื่อง มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพ การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ลงวันที่ ๒๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐ (๓) คํ า สั่ งหั ว หน้ า คณะรั ก ษาความสงบแห่ งชาติ ที่ ๔๗/๒๕๖๐ เรื่ อ ง ข้ อ กํ า หนดการใช้ ประโยชน์ในที่ดินในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ลงวันที่ ๒๕ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้ “เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก” หมายความว่า พื้นที่ตามมาตรา ๖ “เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิ เศษ” หมายความว่า พื้ นที่ ภายในเขตพั ฒ นาพิ เศษภาคตะวัน ออก ตามที่คณะกรรมการนโยบายประกาศกําหนดตามมาตรา ๔๐ “ผู้ ป ระกอบกิ จ การในเขตส่ ง เสริ ม เศรษฐกิ จ พิ เศษ” หมายความว่ า ผู้ ป ระกอบกิ จ การ ซึ่ งเป็ นนิ ติ บุ คคล หรื อ บุ ค คลอื่ น ใดซึ่ ง มี ค วามรู้ ค วามสามารถพิ เศษ ซึ่ งได้ รั บ อนุ ญ าตจากเลขาธิ ก าร ตามหลั กเกณฑ์ ที่ ค ณะกรรมการนโยบายกําหนดให้ ป ระกอบอุต สาหกรรมเป้ าหมายพิ เศษหรือ กิจการ ที่ เกี่ ยวเนื่ อ งหรือ เป็ น ประโยชน์ ต่ อ การพั ฒ นาและส่ งเสริม อุ ต สาหกรรมเป้ าหมายพิ เศษในเขตส่ งเสริม เศรษฐกิจพิเศษ “อุ ต สาหกรรมเป้ า หมายพิ เศษ” หมายความว่ า อุ ต สาหกรรมที่ ค ณะกรรมการนโยบาย ประกาศกําหนดตามมาตรา ๓๙ “อุ ต สาหกรรมเป้ า หมาย” หมายความว่ า อุ ต สาหกรรมเป้ า หมายตามกฎหมายว่ า ด้ ว ย การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสําหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย “คณะกรรมการนโยบาย” หมายความว่า คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก “สํานักงาน” หมายความว่า สํานักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
หน้า ๓ เล่ม ๑๓๕ ตอนที่ ๓๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑ “เลขาธิการ” หมายความว่า เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก “หน่วยงานของรัฐ” หมายความว่า ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์การมหาชน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ “กองทุน” หมายความว่า กองทุนพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก มาตรา ๕ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ หมวด ๑ บททั่วไป มาตรา ๖ ให้ พื้ น ที่ จั ง หวั ด ฉะเชิ ง เทรา ชลบุ รี และระยอง และพื้ น ที่ อื่ น ใดที่ อ ยู่ ในภาคตะวั น ออกที่ กํ า หนดเพิ่ ม เติ ม โดยพระราชกฤษฎี ก าเป็ น เขตพั ฒ นาพิ เ ศษภาคตะวั น ออก เพื่อวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ (๑) พั ฒ นากิ จ กรรมทางเศรษฐกิ จ ที่ ทั น สมั ย และเป็ น มิ ต รต่ อ สิ่ ง แวดล้ อ มเพื่ อ เพิ่ ม ขี ด ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (๒) จั ด ให้ มี ก ารให้ บ ริ ก ารภาครั ฐ แบบเบ็ ด เสร็ จ ครบวงจรเพื่ อ ลดอุ ป สรรคและต้ น ทุ น ในการประกอบกิจการ (๓) จั ด ทํ า โครงสร้ า งพื้ น ฐานและระบบสาธารณู ป โภคที่ มี ป ระสิ ท ธิ ภ าพ มี ค วามต่ อ เนื่ อ ง ประชาชนสามารถเข้าถึงได้โดยสะดวกและเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบโดยสมบูรณ์ (๔) กํ า หนดการใช้ ป ระโยชน์ ใ นที่ ดิ น อย่ า งเหมาะสมกั บ สภาพและศั ก ยภาพของพื้ น ที่ โดยสอดคล้องกับหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน (๕) พั ฒ นาเมื อ งให้ มี ค วามทั น สมั ยระดั บ นานาชาติ ที่ เหมาะสมต่ อ การอยู่ อ าศั ยอย่ างสะดวก ปลอดภัย เข้าถึงได้โดยถ้วนหน้าและการประกอบกิจการอย่างมีคุณภาพ ในกรณี ที่ มีค วามจําเป็ นเพื่ อประโยชน์ ในการดําเนิ นการให้ เป็ นไปตามวัตถุป ระสงค์ตาม (๓) จะตราพระราชกฤษฎีกาให้พื้นที่บางส่วนในเขตจังหวัดอื่นที่ติดต่อหรือเกี่ยวข้องกับพื้นที่ตามวรรคหนึ่ง และเฉพาะพื้ น ที่ เ ท่ า ที่ จํ า เป็ น เพื่ อ ประโยชน์ ใ นการดํ า เนิ น การดั ง กล่ า ว ให้ เ ป็ น เขตพั ฒ นาพิ เ ศษ ภาคตะวันออกด้วยก็ได้
หน้า ๔ เล่ม ๑๓๕ ตอนที่ ๓๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑ มาตรา ๗ ในการดําเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๖ ให้รัฐจัดให้หน่วยงานของรัฐ ที่เกี่ยวข้องร่วมกันดําเนินการ ดังต่อไปนี้ (๑) ส่งเสริมและสนับสนุนการดําเนินการตามแผนการพัฒนาเขตพัฒ นาพิเศษภาคตะวันออก ให้มีความน่าอยู่และทันสมัยโดยสอดคล้องกับหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน และพัฒนาระบบการให้บริการ ภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จครบวงจร ระบบสาธารณูปโภค ระบบคมนาคมและขนส่ง ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร ระบบการส่งเสริมนวัตกรรม ระบบพลังงานที่ มีความมั่นคง ระบบการบริหารจัดการน้ํ า ระบบการควบคุมและขจัดมลภาวะ ระบบการผลิตสินค้าและการให้บริการโดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และ การอื่นใดที่จําเป็นต่อการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ทั้งนี้ ต้องดําเนินการให้มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย มั่นคง และประชาชนสามารถเข้าถึงได้โดยสะดวก (๒) ส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบกิจการทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้ามาประกอบ อุ ต สาหกรรมเป้ า หมาย อุ ต สาหกรรมเป้ า หมายพิ เศษ และกิ จ การที่ เกี่ ย วเนื่ อ งในเขตพั ฒ นาพิ เศษ ภาคตะวันออก รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการวิจัยและพัฒนา และการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนให้มีการถ่ายทอดความรู้ความเชี่ยวชาญจากผู้ประกอบกิจการ สถาบันการศึกษาหรือสถาบันวิจัย ที่มีศักยภาพสูงเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (๓) จัดสรรงบประมาณ จัดหาแหล่งเงินที่เหมาะสมและจําเป็น รวมถึงให้การสนับสนุนด้านอื่น เพื่อให้การดําเนินการของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องบรรลุวัตถุประสงค์ของการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออก (๔) สร้ า งบรรยากาศที่ ดี สํ า หรั บ การประกอบกิ จ การและการอยู่ อ าศั ย โดยลดขั้ น ตอน ในการประกอบธุ รกิ จ ให้ มี ค วามสะดวกรวดเร็ว มี สิ่ งอํ านวยความสะดวกด้ านต่ าง ๆ ที่ ทั น สมั ย และ ได้ มาตรฐานสากล เช่ น สถานศึ ก ษา สถานพยาบาล สวนสาธารณะ และมี ค วามปลอดภั ยในชี วิ ต และทรัพย์สิน (๕) ส่งเสริม และสนั บ สนุ น สถาบั น การเงิน ไทยและต่ างประเทศในการให้ บ ริการทางการเงิน ในเขตพั ฒ นาพิ เศษภาคตะวั น ออกให้ มี ค วามสะดวก รวดเร็ ว และมี ข้ อ จํ า กั ด เพี ย งเท่ า ที่ จํ า เป็ น เพื่อการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและระบบเศรษฐกิจของประเทศ มาตรา ๘ การดํ า เนิ น โครงการหรื อ กิ จ การใดภายในเขตพั ฒ นาพิ เศษภาคตะวั น ออก ที่ ต้ อ งจั ด ทํ า รายงานการประเมิ น ผลกระทบสิ่ ง แวดล้ อ ม สุ ข ภาพของประชาชนหรื อ ชุ ม ชนตามที่ มี
หน้า ๕ เล่ม ๑๓๕ ตอนที่ ๓๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑ กฎหมายกําหนด ให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ชํานาญการเป็นการเฉพาะ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นหรือความเห็นชอบรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการหรือ กิจการนั้น โดยต้องดําเนินการให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ได้รับรายงานที่ถูกต้องและ มีข้อมูลครบถ้วน ให้เป็นหน้าที่ของสํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ต้องประกาศ ให้ประชาชนทราบถึงรายการเอกสารที่ต้องยื่นพร้อมกับรายงานตามวรรคหนึ่ง โดยระบุหัวข้อที่จะต้อง จั ด ทํ ารายงานให้ ชั ด เจน และกํ าหนดระยะเวลาในการปฏิ บั ติ ห น้ าที่ ต ามกฎหมายว่าด้ วยการอํ านวย ความสะดวกในการอนุญาตของทางราชการโดยเคร่งครัดโดยให้ถือว่าการพิจารณารายงานเป็นการอนุญาต ตามกฎหมายดังกล่าว ให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีอํานาจกําหนดหลักเกณฑ์การเรียกเก็บค่าธรรมเนียม พิเศษเพิ่มเติมจากสํานักงานหรือผู้ขออนุญาต และให้จ่ายค่าตอบแทนคณะกรรมการผู้ชํานาญการเพิ่มเติม เป็นพิเศษได้ตามที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติกําหนด ในกรณี ที่ ไม่มีผู้ชํานาญการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมสําหรับโครงการหรือ กิจการใด หรือ มีแต่ไม่เพียงพอ ให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีหน้าที่อนุญาตให้มีผู้ชํานาญการศึกษาผลกระทบ สิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นให้เพียงพอโดยเร็ว โดยมิให้นําบทบัญญัติว่าด้วยการขอและการออกใบอนุญาต และ คุณสมบัติของผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้มีหน้าที่ศึกษาหรือจัดทํารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตามกฎหมายว่าด้ วยการส่ งเสริม และรักษาคุ ณ ภาพสิ่ งแวดล้ อ มแห่ งชาติ มาใช้ บั งคั บ และจะอนุ ญ าต ให้ผู้ไม่มีสัญชาติไทยเป็นผู้มีหน้าที่ศึกษาหรือจัดทํารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมก็ได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติกําหนด มาตรา ๙ ในการดํ าเนิ นการเพื่ อพั ฒนาเขตพั ฒนาพิ เศษภาคตะวั นออก หากคณะกรรมการ นโยบายเห็นว่ากฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือคําสั่งใดก่อให้เกิดความไม่สะดวกหรือ ล่าช้า มีความซ้ําซ้อนหรือเป็นการเพิ่มภาระการดําเนินการโดยไม่จําเป็น หรือมีปัญหาหรืออุปสรรคอื่นใด ให้คณะกรรมการนโยบายเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้มีการดําเนินการปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือคําสั่งดังกล่าว หรือมีกฎหมายขึ้นใหม่ เพื่อให้การพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออกมีประสิทธิภาพ สะดวก และรวดเร็ว ทั้งนี้ ต้องไม่กระทบต่อความเสมอภาค สิทธิและเสรีภาพ ของประชาชน และต้องไม่เลือกปฏิบัติ
หน้า ๖ เล่ม ๑๓๕ ตอนที่ ๓๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑ หมวด ๒ คณะกรรมการนโยบาย มาตรา ๑๐ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า “คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออก” ประกอบด้วย (๑) นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ (๒) รองนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นรองประธานกรรมการ (๓) รัฐ มนตรีว่ าการกระทรวงกลาโหม รัฐ มนตรี ว่าการกระทรวงการคลั ง รัฐ มนตรี ว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รั ฐ มนตรี ว่ า การกระทรวงคมนาคม รั ฐ มนตรี ว่ า การกระทรวงดิ จิ ทั ล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงแรงงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นกรรมการ (๔) ผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เป็นกรรมการ (๕) ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย เป็นกรรมการ (๖) ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้หรือความเชี่ยวชาญอันจะเป็นประโยชน์ แก่การกําหนดนโยบายและการดําเนินการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก จํานวนไม่เกินห้าคน เป็นกรรมการ ให้เลขาธิการเป็นกรรมการและเลขานุการ ในกรณีที่ไม่มีกรรมการตาม (๕) หรือ (๖) หรือมีไม่ครบไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้คณะกรรมการนโยบาย ประกอบด้วยกรรมการเพียงเท่าที่มีอยู่ การประชุ มและการลงมติ ของคณ ะกรรมการนโยบายให้ เป็ น ไป ตามห ลั กเกณ ฑ์ ที่ คณะกรรมการนโยบายกําหนด กรรมการผู้ ท รงคุ ณ วุ ฒิ มี ว าระอยู่ ใ นตํ า แหน่ ง คราวละสามปี และอาจได้ รั บ แต่ ง ตั้ ง อี ก ได้ แต่จะดํารงตําแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระไม่ได้
หน้า ๗ เล่ม ๑๓๕ ตอนที่ ๓๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑ การพ้ น จากตํ า แหน่ ง ด้ ว ยเหตุ อื่ น นอกจากการพ้ น จากตํ า แหน่ ง ตามวาระและการแต่ ง ตั้ ง ให้ดํารงตําแหน่งแทนตําแหน่งที่ว่างหรือการแต่งตั้งเพิ่มให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการ ทางปกครอง มติของคณะกรรมการนโยบายมีผลผูกพันกระทรวงและหน่วยงานทุกหน่วยที่เป็นกรรมการอยู่ด้วย มาตรา ๑๑ คณะกรรมการนโยบายมีหน้าที่และอํานาจ ดังต่อไปนี้ (๑) กําหนดนโยบายเพื่อการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (๒) ให้ความเห็นชอบแผนภาพรวมเพื่อการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก แผนการใช้ ประโยชน์ในที่ดินในภาพรวม แผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค แผนการดําเนินงาน และแผนการให้บริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จครบวงจรภายในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (๓) ให้ความเห็นชอบแผนผังการใช้ประโยชน์ในที่ดินและแผนผังการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และระบบสาธารณูปโภค (๔) ประกาศกํ า หนดพื้ น ที่ เขตส่ งเสริ ม เศรษฐกิ จ พิ เศษ อุ ต สาหกรรมเป้ าหมายพิ เศษ และ สิทธิประโยชน์ที่จะให้แก่ผู้ประกอบกิจการในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษแต่ละแห่ง (๕) อนุมัติแผนงาน โครงการ และงบประมาณในการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (๖) ประกาศกําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้เอกชน เป็นผู้ลงทุน (๗) ออกระเบี ย บ ข้ อ บั ง คั บ และประกาศเพื่ อ กํ า หนดหลั ก เกณฑ์ วิ ธี ก าร และเงื่ อ นไข ในการดําเนินการตามที่กําหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ (๘) พิจารณาอนุมัติ อนุญาต ให้สิทธิ หรือให้สัมปทานตามมาตรา ๓๗ (๙) แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์คําสั่งของเลขาธิการตามมาตรา ๔๔ ซึ่งอย่างน้อย ต้องประกอบด้วยกรรมการนโยบายตามมาตรา ๑๐ (๔) และ (๖) ประเภทละหนึ่งคน (๑๐) แต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจหรือคณะอนุกรรมการเพื่อดําเนินการตามที่คณะกรรมการนโยบาย มอบหมาย (๑๑) กํากับดูแลการดําเนินงานของสํานักงาน และออกระเบียบและข้อบังคับให้สํานักงานปฏิบัติ เพื่อให้การดําเนินงานเป็นไปอย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ
หน้า ๘ เล่ม ๑๓๕ ตอนที่ ๓๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑ (๑๒) ติ ด ตามและประเมิ น ผลการดํ า เนิ น การพั ฒ นาเขตพั ฒ นาพิ เศษภาคตะวั น ออก รวมทั้ ง แก้ไขปัญ หาและอุปสรรคในการดําเนินงาน โดยต้องรายงานผลการดําเนินการให้คณะรัฐมนตรีทราบ ทุกรอบระยะเวลาตามที่คณะรัฐมนตรีกําหนด (๑๓) ปฏิ บั ติ ก ารอื่ น ใดที่ เ กี่ ย วข้ อ งเพื่ อ ให้ บ รรลุ วั ต ถุ ป ระสงค์ ต ามพระราชบั ญ ญั ติ นี้ ห รื อ ตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย การดําเนินการตาม (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) และ (๘) เมื่อคณะกรรมการนโยบาย ได้มีมติอนุมัติหรือให้ความเห็นชอบเรื่องใดแล้ว ให้นําเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ หากไม่มีข้อทักท้วง หรือไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น ให้ถือว่าคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหรือเห็นชอบตามมติคณะกรรมการนโยบาย ระเบียบ ข้อบังคับ และประกาศเพื่อกําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตาม (๔) (๖) และ (๗) เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้ มาตรา ๑๒ เพื่ อให้การพั ฒ นาเขตพัฒ นาพิ เศษภาคตะวันออกเป็ นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ในกรณี ที่คณะกรรมการนโยบายกําหนดกระบวนการพิ จารณาการร่วมลงทุ นกับเอกชนหรือให้เอกชน เป็นผู้ลงทุนและวิธีการกํากับดูแลและติดตามผลการดําเนินการไว้เป็นการเฉพาะแล้ว การร่วมลงทุนกับเอกชน หรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ดําเนินการตามกระบวนการและวิธีการดังกล่าว โดยให้ ถือว่าการร่วมลงทุนกับเอกชนหรือการให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนนั้นได้ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการให้เอกชน ร่วมลงทุนในกิจการของรัฐแล้ว การกํ า หนดกระบวนการพิ จ ารณาการร่ ว มลงทุ น กั บ เอกชนหรื อ ให้ เอกชนเป็ น ผู้ ล งทุ น และ วิธีการกํากับดูแลและติดตามผลการดําเนินการตามวรรคหนึ่งจะใช้กับโครงการประเภทหรือลักษณะใด ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการนโยบายกําหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา มาตรา ๑๓ ให้คณะกรรมการนโยบาย คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการเฉพาะกิจ และคณะอนุกรรมการ ได้รับค่าตอบแทน ค่าใช้จ่าย และประโยชน์ตอบแทนอื่น ตามที่คณะรัฐมนตรีกําหนด หมวด ๓ สํานักงาน
มาตรา ๑๔ ให้ มีสํานั กงานคณะกรรมการนโยบายเขตพั ฒ นาพิ เศษภาคตะวัน ออกมี ฐานะ เป็ น นิ ติ บุ ค คลที่ เป็ น หน่ วยงานของรั ฐ แต่ ไม่ เป็ น ส่ วนราชการหรื อ รั ฐวิ ส าหกิ จ ตามกฎหมายว่ าด้ วย หน้า ๙ เล่ม ๑๓๕ ตอนที่ ๓๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑ วิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่น แต่ในกรณี ที่รัฐจะจัดสรรเงินอุด หนุนทั่ วไปหรืองบประมาณอื่น ใด ให้แก่สํานักงาน ให้สํานักงบประมาณมีหน้าที่จัดสรรเงินงบประมาณให้แก่สํานักงานได้โดยตรง ให้สํานักงานเป็นหน่วยงานเลขานุการของคณะกรรมการนโยบาย กิจการของสํานักงานไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วย แรงงานสั ม พั น ธ์ กฎหมายว่าด้ ว ยประกั น สั งคม และกฎหมายว่าด้ ว ยเงิน ทดแทน แต่ พ นั ก งานและ ลู ก จ้ า งของสํ านั กงานต้ องได้ รั บประโยชน์ ตอบแทนโดยรวมไม่ น้ อยกว่ าที่ กํ าหนดไว้ ในกฎหมายว่ าด้ วย การคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน มาตรา ๑๕ สํานักงานมีหน้าที่และอํานาจ ดังต่อไปนี้ (๑) รับผิดชอบในงานธุรการและงานวิชาการของคณะกรรมการนโยบาย (๒) เสนอแนะคณะกรรมการนโยบายเกี่ยวกับการดําเนินงานตามมาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๒ (๓) ศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบเบื้องต้นจากการกําหนดและการดําเนินการตามนโยบาย แผน และมาตรการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก รวมตลอดทั้งแนวทางหรือ มาตรการป้องกัน แก้ไข หรือเยียวยาผลกระทบดังกล่าวเสนอต่อคณะกรรมการนโยบาย (๔) กํากับ ติดตาม และรายงานความคืบหน้าในการพัฒ นาเขตพัฒ นาพิเศษภาคตะวันออก ต่อคณะกรรมการนโยบายอย่างน้อยทุกสามเดือน (๕) จั ด ทํ า รายงานประจํ า ปี เกี่ ย วกั บ การปฏิ บั ติ ต ามพระราชบั ญ ญั ติ นี้ เสนอคณะรั ฐ มนตรี เพื่อเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเพื่อทราบ (๖) ประสานงานกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การดําเนินการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออกเป็นไปตามนโยบาย แผน และมาตรการที่คณะกรรมการนโยบายกําหนด (๗) ศึกษาความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการกําหนดเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ (๘) ลงทุนหรือร่วมลงทุนกับบุคคลอื่นทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อการประกอบกิจการ ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกและเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ (๙) ตั้งบริษัทจํากัดหรือบริษัทมหาชนจํากัดเพื่อประกอบกิจการที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนา เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกและเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ (๑๐) กู้ยืมเงินเพื่อใช้จ่ายในกิจการของสํานักงาน
หน้า ๑๐ เล่ม ๑๓๕ ตอนที่ ๓๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑ (๑๑) ปฏิ บั ติ ก ารอื่ น ใดตามที่ กํ า หนดไว้ ใ นพระราชบั ญ ญั ติ นี้ ห รื อ กฎหมายอื่ น หรื อ ตามที่ คณะรัฐมนตรีหรือคณะกรรมการนโยบายมอบหมาย ใน การดํ า เนิ น การต าม (๘ ) (๙ ) และ (๑ ๐ ) ให้ กระทํ าได้ เ มื่ อ ได้ รั บ อนุ มั ติ จ าก คณะกรรมการนโยบายแล้ว โดยคณะกรรมการนโยบายอาจกําหนดเงื่อนไขตามที่เห็นสมควรก็ได้ และ ในกรณีการดําเนินการตาม (๑๐) ถ้าเกินห้าสิบล้านบาทต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อน มาตรา ๑๖ ให้ สํ า นั ก งานมี เลขาธิ ก ารคนหนึ่ ง ซึ่ ง คณะกรรมการนโยบายแต่ ง ตั้ ง มี ห น้ า ที่ รับผิดชอบในการดําเนินงานของสํานักงานและขึ้นตรงต่อคณะกรรมการนโยบาย ให้เลขาธิการเป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้างของสํานักงาน มาตรา ๑๗ เลขาธิการต้องเป็นผู้มีความรู้ ความชํานาญ และประสบการณ์ที่จะยังประโยชน์ แก่ กิ จ การของคณะกรรมการนโยบายและสํ า นั ก งานตามที่ ค ณะกรรมการนโยบายประกาศกํ า หนด มีสัญชาติไทย มีอายุไม่เกินหกสิบห้าปี สามารถทํางานให้แก่สํานักงานได้เต็มเวลา และไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้ (๑) เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต (๒) เป็นข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ หรือเป็นลูกจ้างของบุคคลใด (๓) เป็นผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง (๔) เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น (๕) เป็นกรรมการหรือผู้ดํารงตําแหน่งอื่นในพรรคการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง (๖) เป็นผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรา ๒๓ (๗) เป็ น ผู้ อ ยู่ ใ นระหว่ า งถู ก เพิ ก ถอนสิ ท ธิ เ ลื อ กตั้ ง หรื อ เคยถู ก เพิ ก ถอนสิ ท ธิ เ ลื อ กตั้ ง หรื อ สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเป็นผู้อยู่ในระหว่างต้องห้ามหรือเคยถูกตัดสิทธิมิให้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทั้งนี้ ไม่ว่าด้วยเหตุใด (๘) เคยถู ก ไล่ อ อก ปลดออก หรื อ ให้ อ อกจากราชการ หน่ ว ยงานของรั ฐ หรื อ หน่ ว ยงาน ของเอกชน เพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่ากระทําการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ (๙) เคยเป็นผู้ต้องพ้นจากตําแหน่งกรรมการหรือผู้บริหารบริษัทมหาชนจํากัด เพราะเหตุมีลักษณะ ที่แสดงถึงการขาดความเหมาะสมที่จะได้รับความไว้วางใจให้บริหารจัดการกิจการที่มีมหาชนเป็นผู้ถือหุ้น ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
หน้า ๑๑ เล่ม ๑๓๕ ตอนที่ ๓๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑ (๑๐) เคยต้องคําพิพากษาให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ํารวยผิดปกติหรือมีทรัพ ย์สิน เพิ่มขึ้นผิดปกติ (๑๑) เคยต้องคําพิ พากษาถึงที่สุดว่ากระทําความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ ราชการ หรือความผิด ต่ อ ตํ าแหน่ งหน้ าที่ ในการยุ ติ ธรรม หรือ กระทํ าผิ ด กฎหมายเกี่ ย วกั บ ยาเสพติ ด หรือ กฎหมายเกี่ ย วกั บ การพนันในฐานความผิดเป็นเจ้ามือหรือเจ้าสํานัก มาตรา ๑๘ การแต่งตั้งเลขาธิการให้ทําเป็นสัญญาจ้างตามแบบที่คณะกรรมการนโยบายกําหนด โดยประธานกรรมการนโยบายเป็นผู้ลงนามในสัญญาจ้าง สัญญาจ้างตามวรรคหนึ่ง อย่างน้อยต้องมีข้อกําหนดเกี่ยวกับการดํารงตําแหน่ง เงื่อนไขการทํางาน การประเมินผลงาน การพ้นจากตําแหน่ง การเลิกจ้าง ค่าจ้าง และประโยชน์ตอบแทนอื่นของเลขาธิการ เลขาธิการอยู่ในตําแหน่งตามระยะเวลาที่กําหนดไว้ในสัญญาจ้างซึ่งต้องไม่เกินคราวละสี่ปี และ อาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่จะดํารงตําแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระไม่ได้ ให้คณะกรรมการนโยบายเป็นผู้กําหนดอัตราค่าจ้างและประโยชน์ตอบแทนอื่นของเลขาธิการ มาตรา ๑๙ นอกจากการพ้นจากตําแหน่งตามระยะเวลาที่กําหนดไว้ในสัญญาจ้าง เลขาธิการ พ้นจากตําแหน่งเมื่อ (๑) ตาย (๒) ลาออก (๓) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๗ (๔) ไม่ผ่านการประเมินผลงาน (๕) ถูกเลิกจ้างตามเงื่อนไขที่กําหนดไว้ในสัญญาจ้าง (๖) คณะกรรมการนโยบายมีมติให้เลิกจ้างเพราะมีความประพฤติเสื่อมเสีย มาตรา ๒๐ เลขาธิการมีหน้าที่และอํานาจ ดังต่อไปนี้ (๑) รับผิดชอบการบริหารกิจการของสํานักงานให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุผลสําเร็จ ตามวัตถุประสงค์ และเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ รวมทั้งนโยบาย แผน และมาตรการ ที่คณะกรรมการนโยบายกําหนด (๒) บังคับบัญชา บรรจุ แต่งตั้ง ถอดถอน เลื่อน ลด ตัดเงินเดือนหรือค่าจ้าง ลงโทษทางวินัย พนักงานและลูกจ้างของสํานักงาน ตลอดจนให้พนักงานหรือลูกจ้างของสํานักงานออกจากตําแหน่ง ทั้งนี้
หน้า ๑๒ เล่ม ๑๓๕ ตอนที่ ๓๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑ ตามข้อบังคับที่คณะกรรมการนโยบายกําหนด แต่ถ้าเป็นตําแหน่งรองเลขาธิการและผู้ตรวจสอบภายใน ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายก่อน (๓) กําหนดระเบียบและวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของสํานักงาน พนักงานและลูกจ้าง โดยไม่ขัดหรือแย้งกับระเบียบ ข้อบังคับ หรือมติที่คณะกรรมการนโยบายกําหนด (๔) ออกระเบี ย บเพื่ อ ปฏิ บั ติ การตามพระราชบั ญ ญั ติ นี้ ห รือ เพื่ อ ประโยชน์ ในการดํ าเนิ น การ ภายในเขตพั ฒ นาพิ เศษภาคตะวั น ออกให้ เป็ น ไปตามหลั ก การบริ ห ารกิ จ การที่ ดี แ ละหลั ก การพั ฒ นา อย่างยั่งยืน (๕) ปฏิบัติการอื่นตามที่คณะกรรมการนโยบายมอบหมาย ในกิ จ การของสํ า นั ก งานที่ เกี่ ย วข้ อ งกั บ บุ ค คลภายนอก ให้ เลขาธิ ก ารเป็ น ผู้ แ ทนสํ า นั ก งาน เพื่อการนี้ เลขาธิการอาจมอบอํานาจให้รองเลขาธิการหรือพนักงานกระทําการแทนก็ได้ และในกรณี มีความจําเป็นซึ่งมิใช่กรณีตามมาตรา ๔๓ เลขาธิการอาจมอบอํานาจให้บุคคลอื่นกระทําการแทนได้ ทั้งนี้ ตามระเบียบที่คณะกรรมการนโยบายกําหนด ระเบี ย บตาม (๔) เมื่ อ ได้ รั บ ความเห็ น ชอบจากคณะกรรมการนโยบายและประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้ มาตรา ๒๑ ให้มีรองเลขาธิการตามจํานวนที่คณะกรรมการนโยบายกําหนดเพื่อช่วยเลขาธิการ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่เลขาธิการมอบหมาย คุ ณ สมบั ติ แ ละลั ก ษณะต้ อ งห้ า ม การแต่ งตั้ ง และการพ้ น จากตํ าแหน่ งของรองเลขาธิ ก าร ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการนโยบายกําหนด มาตรา ๒๒ ในกรณี ที่ ไ ม่ มี ผู้ ดํ า รงตํ า แหน่ ง เลขาธิ ก ารหรื อ มี แ ต่ ไ ม่ อ าจปฏิ บั ติ ห น้ า ที่ ไ ด้ ให้ คณะกรรมการนโยบายแต่งตั้งรองเลขาธิการคนหนึ่งเป็น ผู้รักษาการแทนเลขาธิการ ในกรณี ที่ ไม่มี รองเลขาธิการหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้คณะกรรมการนโยบายแต่งตั้งพนักงานของสํานักงาน คนหนึ่งเป็นผู้รักษาการแทนเลขาธิการ ให้ผู้รักษาการแทนเลขาธิการตามวรรคหนึ่งมีหน้าที่และอํานาจอย่างเดียวกับเลขาธิการ มาตรา ๒๓ เลขาธิการและรองเลขาธิการต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในสัญญากับสํานักงานหรือ ในกิจการที่กระทําหรือจะกระทําให้แก่สํานักงาน ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม
หน้า ๑๓ เล่ม ๑๓๕ ตอนที่ ๓๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑ คู่ ส มรสหรื อ บุ ต รซึ่ ง ยั ง ไม่ บ รรลุ นิ ติ ภ าวะของเลขาธิ ก ารหรื อ รองเลขาธิ ก ารผู้ ใดกระทํ า การ ตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าเลขาธิการหรือรองเลขาธิการผู้นั้นมีส่วนได้เสียในกิจการของสํานักงาน ความในวรรคหนึ่ ง ไม่ ใช้ บั งคั บ แก่ ก รณี ที่ เลขาธิ ก ารหรื อ รองเลขาธิ ก ารได้ รั บ มอบหมายจาก คณะกรรมการนโยบายให้เป็นกรรมการในบริษัทจํากัดหรือบริษัทมหาชนจํากัดที่สํานักงานเป็นผู้ถือหุ้น นิติกรรมใดที่ได้ทําขึ้นโดยฝ่าฝืนมาตรานี้ไม่มีผลผูกพันสํานักงาน เว้นแต่คณะกรรมการนโยบาย จะได้ให้สัตยาบัน มาตรา ๒๔ รายได้ของสํานักงานมี ดังต่อไปนี้ (๑) เงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดสรรให้ตามความเหมาะสมและจําเป็น (๒) เงิน ทรั พ ย์ สิ น หรื อ ผลประโยชน์ อั น ได้ ม าจากการลงทุ น การประกอบกิ จ การ หรื อ การดําเนินงานตามหน้าที่และอํานาจของสํานักงาน (๓) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้ (๔) ดอกผลหรือผลประโยชน์อื่นที่เกิดจากเงินหรือทรัพย์สินของสํานักงาน บรรดารายได้ที่สํานักงานได้รับจากการดําเนินงานให้ตกเป็นของสํานักงาน และเมื่อหักค่าใช้จ่าย สํ า หรั บ การดํ า เนิ น งานและค่ า ภาระต่ า ง ๆ ที่ เหมาะสม เช่ น ค่ า บํ า รุ ง รั ก ษาและค่ า เสื่ อ มราคา ประโยชน์ตอบแทนของคณะกรรมการนโยบาย พนักงานและลูกจ้างของสํานักงาน เงินสมทบกองทุน เพื่ อการสงเคราะห์ และสวัสดิการ เงินกองทุ น และเงินสํารองเพื่ อ ใช้จ่ายในกิจการของสํานั กงานแล้ว เหลือเท่าใดให้นําส่งเป็นรายได้ของรัฐ เงินสํารองเพื่อใช้จ่ายในกิจการของสํานักงานตามวรรคสอง ประกอบด้วยเงินสํารองธรรมดา ซึ่ ง ตั้ ง ไว้ เ ผื่ อ ขาด เงิ น สํ า รองเพื่ อ ขยายกิ จ การ เงิ น สํ า รองเพื่ อ ไถ่ ถ อนหนี้ และเงิ น สํ า รองอื่ น ตามที่ ค ณะกรรมการนโยบายกํ า หนด ทั้ ง นี้ การกํ า หนดวงเงิ น สํ า รองแต่ ล ะประเภทต้ อ งได้ รั บ ความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง การนําเงินสํารองออกมาใช้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการนโยบายกําหนด ทรั พ ย์ สิ น ของสํ า นั ก งานไม่ อ ยู่ ใ นความรั บ ผิ ด แห่ ง การบั ง คั บ คดี แ ละผู้ ใ ดจะยกอายุ ค วาม ขึ้นเป็นข้อต่อสู้มิได้ มาตรา ๒๕ ให้สํานักงานวางและรักษาไว้ซึ่งระบบบัญชีที่เหมาะสมโดยถูกต้องตามหลักการบัญชี ที่รับรองทั่วไปและสอดคล้องกับระบบบัญชีที่กระทรวงการคลังได้วางไว้
หน้า ๑๔ เล่ม ๑๓๕ ตอนที่ ๓๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑ ปีบัญชีให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการนโยบายกําหนด มาตรา ๒๖ ให้สํานักงานจัดให้มีการตรวจสอบภายในเป็นประจํา ให้ ค ณะกรรมการนโยบายแต่ ง ตั้ ง กรรมการผู้ ท รงคุ ณ วุ ฒิ จํ า นวนไม่ น้ อ ยกว่ า สามคนเป็ น คณะกรรมการตรวจสอบ เพื่อเสนอความเห็นเกี่ยวกับผลการตรวจสอบภายในต่อคณะกรรมการนโยบาย ในการตรวจสอบภายใน ให้ ผู้ ต รวจสอบภายในรายงานผลการตรวจสอบโดยตรงต่ อ คณะกรรมการตรวจสอบ ให้นําบทบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการที่มีอํานาจดําเนินการพิจารณาทางปกครองตามกฎหมาย ว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้บังคับแก่การประชุมของคณะกรรมการตรวจสอบด้วยโดยอนุโลม มาตรา ๒๗ ให้สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินหรือผู้สอบบัญชีอิสระที่สํานักงานการตรวจเงิน แผ่นดินให้ความเห็นชอบเป็นผู้สอบบัญชีของสํานักงาน มาตรา ๒๘ ให้ ผู้ ส อบบั ญ ชี รายงานผลการสอบบั ญ ชี ต่ อ คณะกรรมการนโยบายเพื่ อ เสนอ ต่ อ คณะรั ฐ มนตรี ภ ายในหนึ่ งร้ อ ยยี่ สิ บ วั น นั บ แต่ วั น สิ้ น ปี บั ญ ชี และให้ สํ า นั ก งานเผยแพร่ ง บการเงิ น ที่ผู้สอบบัญชีรับรองแล้วภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบ หมวด ๔ การพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก มาตรา ๒๙ ให้ สํานั กงานจัดทํ านโยบายและแผนภาพรวมเพื่ อการพั ฒ นาเขตพั ฒ นาพิ เศษ ภาคตะวั น ออก แผนการใช้ ป ระโยชน์ ใ นที่ ดิ น ในภาพรวม แผนพั ฒ นาโครงสร้ า งพื้ น ฐานและ ระบบสาธารณูปโภค แผนการดําเนินงาน และแผนการให้บริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จครบวงจรที่สะดวก และรวดเร็ว เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์สูงสุดและให้การใช้พื้นที่มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้ง กํ า หนดหน่ ว ยงานของรั ฐ ที่ เกี่ ย วข้ อ งซึ่ ง รั บ ผิ ด ชอบการดํ า เนิ น การเสนอต่ อ คณะกรรมการนโยบาย เพื่อให้ความเห็นชอบ และเมื่อคณะกรรมการนโยบายให้ความเห็นชอบแล้ว ให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงาน ดังกล่าวในการดําเนินการ เว้นแต่คณะกรรมการนโยบายจะกําหนดเป็นอย่างอื่น นโยบายและแผนตามวรรคหนึ่งต้องคํานึงถึงความเชื่อมโยงกับแผนการใช้ประโยชน์ในที่ดินและ แผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคของพื้นที่ต่อเนื่องกับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
หน้า ๑๕ เล่ม ๑๓๕ ตอนที่ ๓๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑ โดยให้ยึดหลักการคุ้มครอง เคารพ และเยียวยาให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบตามหลักการส่งเสริมและคุ้มครอง สิทธิมนุษยชนในบริบทของการประกอบธุรกิจ และสิทธิตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วย มาตรา ๓๐ เมื่ อ คณะกรรมการนโยบายให้ ค วามเห็ น ชอบแผนตามมาตรา ๒๙ แล้ ว ให้ สํ านั ก งานร่วมกั บ กรมโยธาธิ ก ารและผั งเมื อ ง และหน่ วยงานของรัฐที่ เกี่ ย วข้ อ งจั ด ทํ ารายละเอี ย ด ของแผนผังการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และแผนผังการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค ให้ สอดคล้ อ งกั บ แผน ดั ง กล่ า ว โด ยต้ อ งดํ า เนิ น การให้ แล้ ว เสร็ จ ภ ายใน ห นึ่ งปี นั บ แต่ วั น ที่ คณะกรรมการนโยบายให้ความเห็นชอบแผนนั้น แผนผั งการพั ฒ นาโครงสร้ างพื้ น ฐานและระบบสาธารณู ป โภคตามวรรคหนึ่ ง ต้ อ งคํ า นึ งถึ ง ความต่ อ เนื่ อ งและเชื่ อ มโยงกั บ โครงสร้ า งพื้ น ฐานและระบบสาธารณู ป โภคของพื้ น ที่ ต่ อ เนื่ อ งกั บ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกด้วย และอย่างน้อยต้องประกอบด้วยระบบดังต่อไปนี้ (๑) ระบบสาธารณูปโภค (๒) ระบบคมนาคมและขนส่ง (๓) ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (๔) ระบบการตั้งถิ่นฐานและภูมิสังคม (๕) ระบบนิ เ วศและสิ่ ง แวดล้ อ มที่ เ หมาะสมแก่ ก ารประกอบอุ ต สาหกรรมเป้ า หมาย อุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ และการประกอบกิจการ (๖) ระบบบริหารจัดการน้ํา (๗) ระบบการควบคุมและขจัดมลภาวะ (๘) ระบบป้องกันอุบัติภัย ในการดําเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้สํานักงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคํานึงถึงความสัมพันธ์ กับชุมชน สุขภาวะของประชาชน สภาพแวดล้อม และระบบนิเวศตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วย ทั้ งนี้ โดยให้ ส ร้างความรับ รู้ที่ ถู ก ต้ อ งแก่ ป ระชาชนในพื้ น ที่ และรับ ฟั งความคิ ด เห็ น และข้ อ เสนอแนะ ของผู้มีส่วนได้เสีย ประชาชน และชุมชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการพิจารณาด้วย มาตรา ๓๑ ในระหว่างการจัดทําแผนผังตามมาตรา ๓๐ (๑) ให้ดําเนินการตามหลักวิชาการผังเมือง
หน้า ๑๖ เล่ม ๑๓๕ ตอนที่ ๓๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑ (๒) คณะกรรมการนโยบายจะมีมติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดําเนินการตามนโยบายและแผน ตามมาตรา ๒๙ ในเรื่องใดไปพลางก่อนก็ได้ มาตรา ๓๒ แ ผ น ผั งที่ จั ด ทํ าขึ้ น ต าม ม าต รา ๓ ๐ เมื่ อ ได้ รั บ ค วาม เห็ น ช อ บ จาก คณะกรรมการนโยบายและคณะรั ฐ มนตรี อ นุ มั ติ แ ล้ ว ให้ ผั ง เมื อ งตามกฎหมายว่ า ด้ ว ยการผั ง เมื อ ง ในส่ วนที่ ใช้ บั งคั บ ในเขตพั ฒ นาพิ เศษภาคตะวัน ออกอยู่ ก่ อ นวัน ที่ ค ณะรัฐมนตรีมี ม ติ อ นุ มั ติ แ ผนผั งนั้ น เป็ น อั น ยกเลิ ก ไป และให้ ก รมโยธาธิ ก ารและผั ง เมื อ งดํ า เนิ น การจั ด ทํ า ผั งเมื อ งขึ้ น ใหม่ ให้ ส อดคล้ อ ง กั บ แผนผั งดั งกล่ าว ในระหว่างที่ ยังจั ด ทํ าผั งเมื อ งไม่ แ ล้ ว เสร็จ ให้ ถื อ ว่าแผนผั งที่ ค ณะรัฐมนตรีอ นุ มั ติ เป็ น ผั ง เมื อ งรวมตามกฎหมายว่ า ด้ ว ยการผั ง เมื อ งสํ า หรั บ แต่ ล ะจั ง หวั ด ที่ อ ยู่ ใ นเขตพั ฒ นาพิ เ ศษ ภาคตะวันออก มาตรา ๓๓ ในกรณี ที่มีความจําเป็นที่จะต้องดําเนินการใดเพื่อการพัฒ นาเขตพัฒ นาพิเศษ ภาคตะวันออก หรือเพื่อสนับสนุนหรืออํานวยความสะดวกในการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ให้เกิดการบูรณาการและผลสัมฤทธิ์และมีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ว่าการนั้นจําเป็นต้องดําเนินการภายใน หรื อ ภายนอกเขตพั ฒ นาพิ เศษภาคตะวั น ออก หากการดํ า เนิ น การดั ง กล่ า วเป็ น หน้ า ที่ แ ละอํ า นาจ ของหน่วยงานของรัฐหน่วยใดหน่วยหนึ่งหรือหลายหน่วย คณะรัฐมนตรีจะกําหนดให้หน่วยงานของรัฐ หน่วยใดหน่วยหนึ่งหรือสํานักงานเป็นผู้ดําเนินการแต่เพียงหน่วยเดียว หรือให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ทั้ ง หมดหรื อ บางหน่ ว ยร่ ว มกั น ดํ า เนิ น การหรื อ ร่ ว มกั บ สํ า นั ก งานดํ า เนิ น การก็ ได้ โดยคณะรั ฐ มนตรี จะกํ า หนดระยะเวลาในการดํ า เนิ น การ มาตรฐาน และคุ ณ ลั ก ษณะเฉพาะที่ จ ะต้ อ งดํ า เนิ น การ ให้สอดคล้องกับแผนภาพรวมเพื่อการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกด้วยก็ได้ ในการดําเนินการตามวรรคหนึ่ง หากมีกฎหมายกําหนดให้ผู้ดําเนินการนั้นต้องได้รับอนุมัติหรือ อนุ ญ าตหรื อ ต้ อ งได้ รั บ ความเห็ น ชอบจากหน่ ว ยงานของรั ฐ หน่ ว ยใด ให้ ค ณะกรรมการนโยบาย เป็นผู้พิจารณาอนุมัติหรืออนุญาตหรือให้ความเห็นชอบแทนหน่วยงานของรัฐตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น แต่ต้องแจ้งให้หน่วยงานของรัฐที่มีอํานาจอนุมัติหรืออนุญาตหรือให้ความเห็นชอบตามกฎหมายนั้นทราบ ก่อนเข้าดําเนินการ และเพื่อประโยชน์แห่งการนี้ ให้หน่วยงานของรัฐที่มีอํานาจอนุมัติหรืออนุญาตหรือ ให้ความเห็นชอบตามกฎหมายนั้นมีหน้าที่ให้ความร่วมมือและอํานวยความสะดวกแก่หน่วยงานของรัฐหรือ สํานักงานที่ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีตามวรรคหนึ่ง
หน้า ๑๗ เล่ม ๑๓๕ ตอนที่ ๓๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑ ถ้าคณะรัฐมนตรีมิได้กําหนดไว้เป็นประการอื่น หน่วยงานของรัฐหรือสํานักงานที่ได้รับมอบหมาย จากคณะรัฐมนตรีตามวรรคหนึ่งจะมอบให้เอกชนเป็นผู้ดําเนินการก็ได้ ในกรณีเช่นนั้น ให้ถือว่าเอกชนนั้น ได้ รั บ อนุ มั ติ ห รื อ อนุ ญ าตหรือ ได้ รั บ ความเห็ น ชอบจากคณะกรรมการนโยบายแทนหน่ ว ยงานของรั ฐ ตามกฎหมายนั้นแล้ว แต่หน่วยงานของรัฐหรือสํานักงานที่ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีตามวรรคหนึ่ง ต้องควบคุมดูแลการดําเนินการของเอกชนดังกล่าวให้เป็นไปตามกฎหมายนั้นด้วย มาตรา ๓๔ ในกรณีที่มีความจําเป็นต้องได้มาซึ่งที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์อื่นเพื่อประโยชน์ ในการพั ฒ นาเขตพั ฒ นาพิ เศษภาคตะวัน ออก ให้สํานักงานมีอํานาจดําเนิน การโดยวิธีการจัดซื้อ เช่า เช่าซื้อ แลกเปลี่ยน เวนคืน หรือโดยวิธีการอื่นตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการนโยบายกําหนด ก่อนการดําเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการนโยบายแต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจขึ้น คณะหนึ่ง เพื่อศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่ ความเหมาะสมทางด้านการเงิน ตลอดจนผลกระทบและ แนวทางหรือมาตรการป้ อ งกัน แก้ไข หรือ เยียวยาผลกระทบดั งกล่าว และความคุ้ม ค่าที่ ป ระชาชน ในพื้นที่และรัฐจะได้รับ ที่ ดิ น ที่ สํ า นั ก งานได้ ม าตามพระราชบั ญ ญั ติ นี้ สํ า นั ก งานมี อํ า นาจใช้ ห รื อ จั ด หาประโยชน์ ในที่ดินนั้นได้ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการนโยบายกําหนด และถ้าเป็นที่ดินที่ได้มาจากการซื้อ เช่าซื้อ หรือ แลกเปลี่ยนกับที่ดินที่ซื้อหรือเช่าซื้อ หรือมีผู้อุทิศให้ ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของสํานักงานและให้สํานักงาน มีอํานาจขาย แลกเปลี่ยน หรือให้เช่าซื้อได้ มาตรา ๓๕ ให้ สํ า นั ก งานและผู้ ซึ่ ง ทํ า ธุ ร กรรมกั บ สํ า นั ก งานในกิ จ การเกี่ ย วกั บ ที่ ดิ น และ อสั งหาริ ม ทรั พ ย์ บ รรดาที่ ก ฎหมายกํ า หนดให้ ต้ อ งมี ก ารจดทะเบี ย นสิ ท ธิ แ ละนิ ติ ก รรม ได้ รั บ ยกเว้ น ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามกฎหมายนั้น มาตรา ๓๖ ในกรณี ที่ มี ค วามจํ า เป็ น เพื่ อ การพั ฒ นาเขตพั ฒ นาพิ เ ศษภาคตะวั น ออก คณะกรรมการนโยบายโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีอํานาจให้สํานักงานเข้าใช้ประโยชน์ที่ดิน ที่สํานักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้มาตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อการดําเนินการหรือประกอบกิจการอื่นใดนอกเหนือจากที่กําหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรมได้โดยไม่ต้องดําเนินการเพิกถอนเขตปฏิรูปที่ดินสําหรับที่ดินส่วนนั้น ในการใช้ ที่ ดิ น ตามวรรคหนึ่ ง ให้ อํ า นาจของคณะกรรมการปฏิ รู ป ที่ ดิ น เพื่ อ เกษตรกรรม ตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นอํานาจของคณะกรรมการนโยบาย และให้หน้าที่
หน้า ๑๘ เล่ม ๑๓๕ ตอนที่ ๓๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑ และอํานาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เป็นหน้าที่และ อํานาจของเลขาธิการหรือผู้ซึ่งเลขาธิการมอบหมาย ที่ดินที่สํานักงานมีอํานาจใช้ตามวรรคหนึ่ง สํานักงานโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบาย จะมอบให้ บุ คคลอื่ นใช้ โดยมี ค่ าตอบแทนได้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ คณะกรรมการนโยบาย กําหนด ในกรณี ที่ที่ดินที่สํานักงานมีอํานาจเข้าใช้ตามวรรคหนึ่งมีบุคคลอื่นมีสิทธิใช้ประโยชน์อยู่ก่อน ให้ สํ า นั ก งานจั ด หาที่ ดิ น อื่ น ให้ ผู้ นั้ น ใช้ แ ทนหรื อ จะจ่ า ยค่ า ชดเชยหรื อ ให้ ป ระโยชน์ ต อบแทนอื่ น ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการนโยบายกําหนด มาตรา ๓๗ เพื่ อ ให้ ก ารพั ฒ นาเขตพั ฒ นาพิ เศษภาคตะวั น ออกเป็ น ไปตามวั ต ถุ ป ระสงค์ ตามมาตรา ๖ และนโยบายและแผนตามมาตรา ๒๙ ให้คณะกรรมการนโยบายเป็นผู้มีอํานาจอนุมัติ อนุ ญ าต ให้ สิ ท ธิ หรื อ ให้ สั ม ปทานแก่ บุ ค คลซึ่ ง ดํ า เนิ น การอั น เป็ น ประโยชน์ โดยตรงต่ อ การพั ฒ นา เขตพั ฒ นาพิ เศษภาคตะวั นออกตามกฎหมายดั งต่ อ ไปนี้ ด้ วย แต่ ในกรณี เป็ นการดํ าเนิ นการภายนอก เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกจะต้องเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกันและต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรี ผู้รักษาการตามกฎหมายนั้น (๑) ประกาศของคณะปฏิ วั ติ ฉบั บ ที่ ๕๘ ลงวั น ที่ ๒๖ มกราคม พุ ท ธศั ก ราช ๒๕๑๕ เว้นแต่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่และอํานาจของกระทรวงการคลัง (๒) กฎหมายว่าด้วยการเดินเรือในน่านน้ําไทย (๓) กฎหมายว่าด้วยการชลประทานหลวง (๔) กฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการพลังงาน (๕) กฎหมายว่าด้วยทางหลวงสัมปทาน (๖) กฎหมายว่าด้วยพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ ในการอนุมัติ อนุญ าต ให้สิทธิ หรือ ให้สัมปทานตามวรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการนโยบาย คํานึงถึงหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กําหนดไว้ตามกฎหมายนั้น แต่ในกรณีที่คณะกรรมการนโยบาย เห็นว่าหากมีการแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือเงื่อนไขเช่นว่านั้นจะทําให้การอนุมัติ อนุญาต ให้ สิท ธิ หรือ ให้ สัม ปทานดั งกล่าวมี ประสิท ธิภ าพยิ่งขึ้น ให้ แจ้งให้ ผู้มีห น้ าที่ และอํานาจตามกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องเพื่อเสนอความเห็น และเมื่อคณะกรรมการนโยบายพิ จารณาแล้ว ให้ประกาศหลักเกณฑ์
หน้า ๑๙ เล่ม ๑๓๕ ตอนที่ ๓๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑ วิธีการ หรือเงื่อนไขที่เห็นสมควรในราชกิจจานุเบกษา และให้คณะกรรมการนโยบายอนุมัติ อนุญาต ให้สิทธิ หรือให้สัมปทาน ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือเงื่อนไขที่แก้ไขเพิ่มเติมนั้น เมื่อคณะกรรมการนโยบายได้อนุ มัติ อนุ ญ าต ให้ สิท ธิ หรือให้สัมปทานตามวรรคหนึ่ งแล้ว ให้ เลขาธิ ก ารหรื อ พนั ก งานของสํ า นั ก งานซึ่ ง เลขาธิ ก ารมอบหมายมี ฐ านะเป็ น เจ้ า พนั ก งานหรื อ พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งมีหน้าที่และอํานาจในการบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายตามวรรคหนึ่งด้วย มาตรา ๓๘ เพื่อประโยชน์ในการดําเนินงานของสํานักงานให้เกิดประสิทธิภาพ เลขาธิการ อาจขอให้ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐมาปฏิบัติงานเป็นพนักงานหรือลูกจ้าง ของสํ านั ก งานเป็ น การชั่ วคราวได้ แต่ ต้ อ งทํ าความตกลงกั บ หน่ วยงานของรัฐนั้ น ก่ อ น และเมื่ อ หมด ความจําเป็นเมื่อใด ให้รีบส่งตัวผู้นั้นคืนสังกัดเดิม ให้ถือว่าข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐที่มาปฏิบัติงานเป็นพนักงานหรือ ลูกจ้างของสํานักงานเป็นการชั่วคราวตามวรรคหนึ่งไม่ขาดจากสถานภาพเดิมและคงได้รับเงินเดือนหรือ ค่าจ้าง แล้วแต่กรณี จากสังกัดเดิม คณะกรรมการนโยบายอาจกําหนดค่าตอบแทนพิเศษให้แก่ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้าง ของหน่วยงานของรัฐตามวรรคหนึ่งในระหว่างปฏิบัติงานในสํานักงานด้วยก็ได้ หมวด ๕ เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ มาตรา ๓๙ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศไปสู่การใช้เทคโนโลยีขั้นสูง สร้างนวัตกรรม และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันในด้านต่าง ๆ คณะกรรมการนโยบายอาจกําหนดให้มีเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษขึ้นเพื่อพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรม เป้ า หมายพิ เ ศษด้ า นใดด้ า นหนึ่ ง หรื อ หลายด้ า น หรื อ เพื่ อ ส่ ง เสริ ม ให้ เกิ ด กิ จ การที่ เกี่ ย วเนื่ อ งหรื อ เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษหรือเพื่อให้เกิดการถ่ายทอดความรู้ ความเชี่ยวชาญจากผู้ประกอบกิจการในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ สถาบันการศึกษาหรือสถาบันวิจัย ที่มีศักยภาพสูงด้วย ในการกําหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายพิ เศษ คณะกรรมการนโยบายจะประกาศกําหนดจาก อุตสาหกรรมเป้าหมายทั้งหมดหรือบางส่วน หรืออุตสาหกรรมอื่นนอกเหนือจากอุตสาหกรรมเป้าหมาย
หน้า ๒๐ เล่ม ๑๓๕ ตอนที่ ๓๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑ โดยอาจรวมถึงอุตสาหกรรมการบริการ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการจัดประชุม หรืออุตสาหกรรมอื่นใด ด้วยก็ได้ แต่อย่างน้อยต้องประกอบด้วยอุตสาหกรรมด้านต่าง ๆ ที่มีการพัฒนาตามวรรคหนึ่ง ดังต่อไปนี้ (๑) ยานยนต์สมัยใหม่ (๒) อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (๓) การท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (๔) การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ (๕) การแปรรูปอาหาร (๖) หุ่นยนต์ (๗) การบินและโลจิสติกส์ (๘) เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ (๙) ดิจิทัล (๑๐) การแพทย์และสุขภาพครบวงจร ในการส่ ง เสริ ม และสนั บ สนุ น อุ ต สาหกรรมเป้ า หมายพิ เศษตามวรรคสอง ให้ นํ า หลั ก การ การออกแบบที่เป็นสากล และการพัฒนาเทคโนโลยีสิ่งอํานวยความสะดวกมาประกอบการพิจารณาด้วย ในการส่ ง เสริ ม อุ ต สาหกรรมเป้ า หมายพิ เศษตามวรรคสอง ให้ คํ า นึ ง ถึ ง การจั ด สิ่ ง อํ า นวย ความสะดวกและการให้ บ ริ ก ารแก่ ผู้ ป ระกอบกิ จ การในเขตส่ งเสริ ม เศรษฐกิ จ พิ เศษ และผู้ ซึ่ งเข้ ามา ปฏิบัติงานในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษด้วย มาตรา ๔๐ ในกรณีที่เห็นสมควร คณะกรรมการนโยบายจะกําหนดให้พื้นที่ใดในเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออกเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพื่อวัตถุประสงค์ในการผลักดันการลงทุนในอุตสาหกรรม เป้าหมายพิเศษด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายด้านที่ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อกันก็ได้ ก่ อ นการกํ าหนดเขตส่ งเสริ ม เศรษฐกิ จ พิ เศษตามวรรคหนึ่ ง ให้ สํ า นั ก งานจั ด ให้ มี ก ารศึ ก ษา ความเป็นไปได้ในการดําเนินการ ประโยชน์ ผลกระทบ และมาตรการเยียวยาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น แก่ประชาชนหรือชุมชนที่อาจได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย พร้อมทั้งจัดทําร่างแผนผังการใช้ประโยชน์ ในที่ ดิ น ในเขตส่ งเสริ ม เศรษฐกิ จ พิ เศษ โดยให้ นํ า ความในมาตรา ๓๐ วรรคสาม มาใช้ บั ง คั บ ด้ ว ย โดยอนุ โลม และให้ เผยแพร่ผ ลการศึ ก ษาและร่างแผนผั งดั งกล่ า วในระบบเครือ ข่ า ยสารสนเทศของ สํานักงานและวิธีการอื่นที่ทําให้ประชาชนทราบได้เป็นการทั่วไปด้วย
หน้า ๒๑ เล่ม ๑๓๕ ตอนที่ ๓๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑ มาตรา ๔๑ เจ้ า ของที่ ดิ น ซึ่ ง มี ที่ ดิ น ที่ ตั้ ง อยู่ ภ ายในพื้ น ที่ เขตพั ฒ นาพิ เศษภาคตะวั น ออก อาจขอให้สํานักงานดําเนินการกําหนดให้ที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษได้ โดยต้อง ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และชําระค่าบริการและค่าใช้จ่ายในการดําเนินการตามมาตรา ๔๐ วรรคสอง ตามที่สํานักงานประกาศกําหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบาย ในกรณี ที่ สํ า นั ก งานดํ า เนิ น การตามวรรคหนึ่ ง แล้ ว เห็ น ว่ า ที่ ดิ น บริ เวณดั ง กล่ า วเหมาะสม ที่ จ ะประกาศกํ า หนดให้ เป็ น เขตส่ ง เสริ ม เศรษฐกิ จ พิ เศษ และผู้ มี ก รรมสิ ท ธิ์ ใ นที่ ดิ น ดั ง กล่ า วได้ ใ ห้ ความยิ น ยอมที่ จ ะรับ ผิ ด ชอบการเยี ย วยาผลกระทบที่ อ าจเกิ ด ขึ้ น แก่ ป ระชาชนหรือ ชุ ม ชนที่ อ าจได้ รับ ความเดือดร้อนหรือเสียหายตามแนวทางที่สํานักงานกําหนดแล้ว ให้สํานักงานเสนอคณะกรรมการนโยบาย พิจารณาเพื่อประกาศกําหนดพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษได้ ในกรณี ที่ ผู้ ยื่ น คํ า ขอตามวรรคหนึ่ ง เป็ น ประชาชนในพื้ น ที่ ร่ ว มกั น ยื่ น คํ า ขอ สํ า นั ก งาน จะดํ า เนิ น การโดยลดหรื อ ยกเว้ น ค่ า บริ ก ารและค่ า ใช้ จ่ า ยให้ ก็ ได้ ทั้ ง นี้ ตามหลั ก เกณฑ์ แ ละเงื่ อ นไข ที่คณะกรรมการนโยบายกําหนด มาตรา ๔๒ การจั ด ตั้ ง เปลี่ ย นแปลงเขต และการยุ บ เลิ ก เขตส่ ง เสริ ม เศรษฐกิ จ พิ เศษ แต่ละเขต ให้คณะกรรมการนโยบายประกาศในราชกิจจานุเบกษา ประกาศจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษตามวรรคหนึ่งอย่างน้อยต้องมีสาระสําคัญ ดังต่อไปนี้ (๑) ชื่อของเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ (๒) วัตถุประสงค์ของเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ (๓) บริเวณของเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ โดยให้มีแผนที่กําหนดแนวเขตไว้ท้ายประกาศด้วย (๔) แผนผังการใช้ประโยชน์ในที่ดินในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ให้นําความในมาตรา ๓๐ มาตรา ๓๑ และมาตรา ๓๒ มาใช้บังคับแก่การจัดทําแผนผังและ ผลบังคับของแผนผังตาม (๔) ด้วยโดยอนุโลม มาตรา ๔๓ การดําเนินการหรือการกระทําใดภายในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษที่เกี่ยวข้อง กั บ กฎหมายดั งต่ อ ไปนี้ หากกฎหมายกํ าหนดให้ ผู้ ดํ าเนิ น การหรือ ผู้ กระทํ าต้ อ งได้ รับ อนุ มั ติ อนุ ญ าต ใบอนุญาต หรือความเห็นชอบจากหน่วยงานของรัฐหรือคณะกรรมการตามกฎหมายนั้น หรือต้องจดทะเบียน หรือแจ้งต่อหน่วยงานของรัฐหรือคณะกรรมการตามกฎหมายนั้นก่อน ให้ถือว่าเลขาธิการเป็นผู้มีอํานาจอนุมัติ
หน้า ๒๒ เล่ม ๑๓๕ ตอนที่ ๓๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑ อนุ ญ าต ออกใบอนุ ญ าต หรื อ ให้ ค วามเห็ น ชอบ หรื อ เป็ น ผู้ มี อํ า นาจในการรั บ จดทะเบี ย นหรื อ รับแจ้งตามกฎหมายนั้น (๑) กฎหมายว่าด้วยการขุดดินและถมดิน (๒) กฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร (๓) กฎหมายว่าด้วยการจดทะเบียนเครื่องจักร (๔) กฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข (๕) กฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง เฉพาะเพื่อการอนุญาตให้คนต่างด้าวตามมาตรา ๕๔ (๑) หรือ (๒) อยู่ต่อในราชอาณาจักร (๖) กฎหมายว่าด้วยทะเบียนพาณิชย์ (๗) กฎหมายว่าด้วยโรงงาน (๘) กฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน เมื่อได้รับอนุมัติ อนุญาต ใบอนุญาต หรือความเห็นชอบจากเลขาธิการหรือได้จดทะเบียนหรือ แจ้งต่อเลขาธิการตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้ ถือ ว่าผู้ดําเนิ น การหรือ ผู้กระทํ าการนั้ นได้รับ อนุมัติ อนุ ญ าต ใบอนุ ญ าต หรือ ความเห็ น ชอบจากหน่ วยงานของรัฐหรือ คณะกรรมการตามกฎหมายนั้ น แล้ ว หรือ ได้จดทะเบียนหรือแจ้งต่อหน่วยงานของรัฐหรือคณะกรรมการตามกฎหมายนั้นแล้ว ภายใต้บังคับวรรคสี่ การอนุมัติ อนุญาต ออกใบอนุญ าต ให้ความเห็นชอบรับจดทะเบียน หรื อ รั บ แจ้ ง ตามวรรคสอง เลขาธิ ก ารต้ อ งปฏิ บั ติ ต ามหลั ก เกณฑ์ วิ ธี ก าร และเงื่ อ นไขที่ กํ า หนดไว้ ตามกฎหมายนั้ น และต้ อ งแจ้ งหน่ ว ยงานของรั ฐ หรื อ คณะกรรมการตามกฎหมายนั้ น หรื อ กฎหมาย ที่เกี่ยวข้องเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน ในกรณีที่เลขาธิการเห็นว่าหากมีการแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือเงื่อนไขที่กําหนดไว้ ตามกฎหมายตามวรรคสาม จะทํ า ให้ ก ารอนุ มั ติ อนุ ญ าต ออกใบอนุ ญ าต ให้ ค วามเห็ น ชอบ รั บ จดทะเบี ย น หรื อ รั บ แจ้ ง ตามกฎหมายนั้ น มี ป ระสิ ท ธิ ภ าพยิ่ ง ขึ้ น ให้ แ จ้ ง หน่ ว ยงานของรั ฐ หรื อ คณะกรรมการตามกฎหมายนั้ น เพื่ อ เสนอความเห็ น และเสนอคณะกรรมการนโยบายพิ จ ารณา หากคณะกรรมการนโยบายเห็ น ชอบ ให้ เลขาธิก ารดํ าเนิ น การตามหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือ เงื่อ นไข ที่แก้ไขเพิ่มเติมนั้น แทนหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือเงื่อนไขที่มีอยู่เดิม
หน้า ๒๓ เล่ม ๑๓๕ ตอนที่ ๓๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑ เลขาธิ ก ารจะมอบอํ า นาจตามวรรคหนึ่ ง ให้ ร องเลขาธิ ก าร พนั ก งานของสํ า นั ก งานหรื อ เจ้ าหน้ าที่ ข องรัฐ ในหน่ วยงานใดที่ เกี่ ย วข้ อ งเป็ น ผู้ ป ฏิ บั ติ ก ารแทนก็ ได้ เมื่ อ มี การมอบอํ านาจดั งกล่ าว ให้แจ้งหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องทราบด้วย ให้เลขาธิการ รองเลขาธิการ พนักงานของสํานักงาน และเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งได้รับมอบอํานาจ ตามวรรคห้ า มีฐานะเป็ นเจ้าพนั กงานหรือ พนั กงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีห น้าที่และอํานาจในการบังคับการ ให้เป็นไปตามกฎหมายตามวรรคหนึ่งด้วย มาตรา ๔๔ ผู้ขอรับอนุมัติ อนุญาต ใบอนุญาต ความเห็นชอบ หรือขอจดทะเบียนหรือ แจ้ ง ตามมาตรา ๔๓ มี สิ ท ธิ อุ ท ธรณ์ คํ า สั่ ง ของเลขาธิ ก ารต่ อ คณะกรรมการพิ จ ารณ าอุ ท ธรณ์ ที่คณะกรรมการนโยบายแต่งตั้งได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคําสั่งนั้น การอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการนโยบายกําหนดโดยประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา และให้ถือว่าเป็นการอุทธรณ์ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องนั้นแล้ว คําวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่งให้เป็นที่สุด มาตรา ๔๕ ในการอนุมัติ อนุญาต ออกใบอนุญาต ให้ความเห็นชอบ รับจดทะเบียน หรือ รับแจ้งตามมาตรา ๔๓ ให้เลขาธิการมีอํานาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ค่าตอบแทน ค่าใช้จ่ายหรือค่าอื่นใด ที่กฎหมาย ข้อบัญ ญั ติ หรือเทศบัญ ญั ติว่าด้วยการนั้นกําหนดไว้ และให้มีอํานาจเรียกเก็บค่าบริการ ในการดําเนินการดังกล่าวเพิ่มเติมได้ตามอัตราที่คณะกรรมการนโยบายประกาศกําหนด ค่ า ธรรมเนี ย ม ค่ าตอบแทน ค่ า ใช้ จ่ า ย หรื อ ค่ าอื่ น ใดที่ เลขาธิ ก ารเรีย กเก็ บ ตามวรรคหนึ่ ง ให้นําส่งหน่วยงานของรัฐที่มีอํานาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียมนั้น มาตรา ๔๖ ห้ามมิให้ผู้ใดใช้ชื่อ เครื่องหมาย หรือถ้อยคําในประการที่น่าจะทําให้ประชาชน เข้าใจว่าเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษโดยมิได้เป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษตามพระราชบัญญัตินี้ มาตรา ๔๗ คณะกรรมการนโยบายจะกําหนดให้ผู้ประกอบอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษและ กิจการที่เกี่ยวเนื่องในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษต้องส่งเงินบํารุงกองทุนตามอัตรา หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่สํานักงานประกาศกําหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายก็ได้ มาตรา ๔๘ ให้ผู้ประกอบกิจการในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษได้รับสิทธิประโยชน์อย่างใด อย่างหนึ่งหรือหลายอย่างตามหมวดนี้ตามที่คณะกรรมการนโยบายกําหนด ดังต่อไปนี้
หน้า ๒๔ เล่ม ๑๓๕ ตอนที่ ๓๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑ (๑) สิทธิในการถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินเพื่อการประกอบกิจการหรือห้องชุดเพื่อการประกอบกิจการ หรือการอยู่อาศัยตามมาตรา ๔๙ (๒) สิทธิในการนําคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักร (๓) สิทธิในการที่จะได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีอากร (๔) สิทธิในการทําธุรกรรมทางการเงิน (๕) สิทธิประโยชน์อื่นตามมาตรา ๕๙ ในการกําหนดสิทธิประโยชน์ตามวรรคหนึ่ง คณะกรรมการนโยบายจะกําหนดให้แตกต่างกันก็ได้ โดยคํานึงถึงวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษแต่ละแห่ง มาตรา ๔๙ ให้ ผู้ ป ระกอบกิ จ การในเขตส่ ง เสริ ม เศรษฐกิ จ พิ เ ศษซึ่ ง เป็ น นิ ติ บุ ค คลและ เป็นคนต่างด้าวตามประมวลกฎหมายที่ดิน มีสิทธิถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินภายในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อการประกอบกิจการที่ได้รับอนุญาตได้โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตตามประมวลกฎหมายที่ดิน ให้ ผู้ ป ระกอบกิ จ การในเขตส่ ง เสริ ม เศรษฐกิ จ พิ เศษซึ่ ง เป็ น นิ ติ บุ ค คลและเป็ น คนต่ า งด้ า ว ตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุดมี สิท ธิถือกรรมสิ ท ธิ์ในห้ อ งชุด โดยได้รับการยกเว้นจากการจํากัดสิท ธิ ของคนต่างด้าวตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด ผู้ ป ระกอบกิ จ การซึ่ ง จะมี สิ ท ธิ และจํ า นวนที่ ดิ น หรื อ ห้ อ งชุ ด ตามวรรคหนึ่ ง และวรรคสอง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการนโยบายประกาศกําหนดโดยความเห็นชอบ ของคณะรั ฐ มนตรี แต่ ทั้ ง นี้ ต้ อ งไม่ เกิ น ที่ กํ า หนดไว้ ในกฎหมายว่ า ด้ ว ยการส่ ง เสริ ม การลงทุ น หรื อ กฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มาตรา ๕๐ ในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการตามมาตรา ๔๙ ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินในเขตส่งเสริม เศรษฐกิจพิเศษ แต่มิได้มีการประกอบกิจการภายในเวลาสามปี หรือหยุดประกอบกิจการในที่ดินดังกล่าว ผู้ประกอบกิจการนั้นต้องจําหน่ายที่ดินดังกล่าวภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่สํานักงานแจ้งให้ทราบ มิฉะนั้น ให้ สํ า นั ก งานมี อํ า นาจดํ า เนิ น การให้ มี ก ารจํ า หน่ า ยที่ ดิ น ดั ง กล่ า วแทนผู้ ป ระกอบกิ จ การแล้ ว คื น เงิ น ที่ได้จากการจําหน่ายที่หักค่าใช้จ่ายแล้วให้แก่ผู้ประกอบกิจการ มาตรา ๕๑ เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมให้บุคคลผู้มีความรู้ความสามารถพิเศษอันจะเป็น ประโยชน์ต่อการพัฒนาเทคโนโลยีและก่อให้เกิดนวัตกรรมเข้ามาประกอบกิจการหรือทํางานในเขตส่งเสริม เศรษฐกิจพิเศษ บุคคลดังกล่าวรวมทั้งคู่สมรส บุพการี และบุตรที่อยู่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
หน้า ๒๕ เล่ม ๑๓๕ ตอนที่ ๓๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑ หรือเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษอาจได้รับการลดหย่อนภาษี สิทธิเกี่ยวกับการเข้าเมืองและการขออนุญาต ทํางาน และสิทธิอื่นเพิ่มเติม ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการนโยบายประกาศกําหนดก็ได้ ลักษณะของบุคคลและสิทธิที่จะได้รับตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกา มาตรา ๕๒ การเช่ า เช่ า ช่ ว ง ให้ เ ช่ า หรื อ ให้ เ ช่ า ช่ ว งที่ ดิ น หรื อ อสั ง หาริ ม ทรั พ ย์ ใ น เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพื่อดําเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรม เป้าหมายพิเศษ มิให้นําความในมาตรา ๕๔๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติการเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๔๒ มาใช้บังคับ การเช่า เช่าช่วง ให้เช่า หรือให้เช่าช่วงตามวรรคหนึ่ง ห้ามมิให้ทําสัญญาเช่าเป็นกําหนดเวลา เกินห้าสิบปี ถ้าได้ทําสัญญากันไว้เป็นกําหนดเวลานานกว่านั้นก็ให้ลดลงมาเป็นห้าสิบปี การต่อสัญญาเช่า อาจทําได้แต่จะต่อสัญญาเกินสี่สิบเก้าปีนับแต่วันครบห้าสิบปีไม่ได้ มาตรา ๕๓ ในกรณี ที่ ค ณะกรรมการนโยบายมี ม ติ ใ ห้ นํ า ที่ ร าชพั ส ดุ ม าใช้ เพื่ อ ประโยชน์ ในการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ รวมทั้งการนําไปให้เช่า หรือให้เช่าช่วง ให้อํานาจทั้งปวงของ กรมธนารักษ์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุนั้นเป็นอํานาจของสํานักงาน แต่ถ้าที่ราชพัสดุนั้นอยู่ในความครอบครอง หรือใช้ประโยชน์ของหน่วยงานของรัฐอื่นใด ต้องได้รับความยินยอมจากหน่วยงานของรัฐนั้นก่อน ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายอาจกํ า หนดให้ สํ า นั ก งานแบ่ ง สั ด ส่ ว นรายได้ ที่ ได้ รั บ จากการใช้ ที่ ร าชพั ส ดุ นั้ น ให้เป็นรายได้ของหน่วยงานของรัฐที่ครอบครองหรือใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุนั้นอยู่เดิมหรือกรมธนารักษ์ก็ได้ การใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุตามวรรคหนึ่ง มิให้นําหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือเงื่อนไขที่กําหนดไว้ ในกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุมาใช้บังคับ การจดทะเบียนการเช่าที่ดินอันเป็นที่ราชพัสดุหรือที่ดินของรัฐ ให้ดําเนินการตามหลักเกณฑ์ ที่ ค ณะกรรมการนโยบายกํ าหนด และเมื่ อ ได้ จ ดทะเบี ยนตามหลั ก เกณฑ์ ดั งกล่ าวแล้ ว ให้ ถื อ ว่ าได้ มี การจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว การเช่า เช่าช่วง ให้เช่า หรือให้เช่าช่วงตามมาตรานี้ไม่ถือว่าเป็นการร่วมทุนตามกฎหมายว่าด้วย การให้เอกชนร่วมลงทุ นในกิจการของรัฐ เว้นแต่คณะกรรมการนโยบายจะมีมติเป็นรายกรณี ให้ถือว่า เป็นการร่วมทุนตามกฎหมายว่าด้วยการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ มาตรา ๕๔ ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง ให้ผู้ประกอบกิจการในเขตส่งเสริม เศรษฐกิ จ พิ เ ศษซึ่ ง ได้ รั บ สิ ท ธิ ต ามมาตรา ๔๘ (๒) มี สิ ท ธิ นํ า คนต่ า งด้ า วดั ง ต่ อ ไปนี้ เ ข้ า มาและ
หน้า ๒๖ เล่ม ๑๓๕ ตอนที่ ๓๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑ อยู่ในราชอาณาจักรได้ตามจํานวนและระยะเวลาที่ได้รับอนุญ าตจากเลขาธิการ แม้ว่าจะเกินกําหนด จํานวนหรือระยะเวลาให้อยู่ได้ในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง (๑) ผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านใด ๆ ที่คณะกรรมการนโยบายกําหนด (๒) ผู้บริหารหรือผู้ชํานาญการ (๓) คู่สมรสและบุคคลซึ่งอยู่ในอุปการะของบุคคลใน (๑) หรือ (๒) สิทธิการเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักร รวมทั้งการนําคู่สมรสและบุคคลซึ่งอยู่ในอุปการะเข้ามา และอยู่ ในราชอาณาจั ก รตามวรรคหนึ่ ง ให้ ใช้ บั ง คั บ แก่ บุ ค คลผู้ มี ค วามรู้ ค วามสามารถพิ เศษตามที่ คณะกรรมการนโยบายกําหนดให้เชิญชวนให้เข้ามาทํางานในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษด้วยโดยอนุโลม ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการนโยบายกําหนด กรณีที่คนต่างด้าวตามวรรคหนึ่งยังมิได้เข้ามาในราชอาณาจักร เมื่อเลขาธิการอนุญาตให้คนต่างด้าว ผู้ใดเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้เลขาธิการแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย ว่าด้วยคนเข้าเมืองทราบ และให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดําเนินการตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองต่อไป กรณีที่คนต่างด้าวตามวรรคหนึ่ง (๑) หรือ (๒) ได้เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรและได้รับอนุญาต ให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองแล้ว ให้เลขาธิการอนุญาตให้คนต่างด้าว นั้นอยู่ต่อในราชอาณาจักรและให้ออกหนังสือรับรองการอนุญาตให้คนต่างด้าวนั้นอยู่ในราชอาณาจักร ต่อไปได้ มาตรา ๕๕ ภายใต้ บั ง คั บ กฎหมายว่ า ด้ ว ยคนเข้ า เมื อ ง ให้ ผู้ ได้ รั บ อนุ ญ าตให้ เข้ า มาและ อยู่ ใ นราชอาณาจั ก รตามมาตรา ๕๔ (๑) และ (๒) มี สิ ท ธิ ทํ า งานตํ า แหน่ ง หน้ า ที่ ก ารทํ า งานที่ คณะกรรมการนโยบายกําหนด โดยไม่ต้องได้รับใบอนุญาตทํางานตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการ การทํางานของคนต่างด้าว แต่ต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากเลขาธิการ ทั้งนี้ ให้ถือว่าหนังสืออนุญาต ของเลขาธิการมี ส ถานะเป็ น ใบอนุ ญ าตทํ างานของคนต่ างด้ าวตามกฎหมายว่าด้ วยการบริห ารจั ด การ การทํางานของคนต่างด้าว มาตรา ๕๖ ให้ ผู้ ป ระกอบกิ จ การในเขตส่ ง เสริ ม เศรษฐกิ จ พิ เศษมี สิ ท ธิ ไ ด้ รั บ ยกเว้ น หรื อ ลดหย่อนภาษีอากรตามมาตรา ๔๘ (๓) ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการนโยบาย กําหนด แต่ทั้งนี้ ต้องไม่เกินที่กําหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนหรือกฎหมายว่าด้วย การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสําหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย
หน้า ๒๗ เล่ม ๑๓๕ ตอนที่ ๓๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑ นอกจากสิทธิตามวรรคหนึ่งแล้ว คณะกรรมการนโยบายอาจกําหนดให้ผู้ประกอบกิจการใน เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษทั้งหมดหรือบางรายได้รับประโยชน์เช่นเดียวกับผู้ประกอบกิจการในเขตปลอด อากร คลังสินค้าทัณฑ์บน หรือเขตประกอบการเสรีด้วยก็ได้ มาตรา ๕๗ เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ คณะกรรมการนโยบาย อาจประกาศให้ผู้นําของเข้าหรือผู้ส่งของออกซึ่งประกอบกิจการในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษได้รับยกเว้น ไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรทั้งหมดหรือแต่บางส่วน โดยจะกําหนดเงื่อนไขให้ต้องปฏิบัติ ไว้ด้วยก็ได้ มาตรา ๕๘ ผู้ประกอบกิจการในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งได้รับสิทธิตามมาตรา ๔๘ (๔) มีสิทธิ ดังต่อไปนี้ (๑) ได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินทั้งหมดหรือ บางส่วนตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการนโยบายกําหนด (๒) สามารถใช้เงินตราต่างประเทศเพื่อชําระค่าสินค้าหรือบริการระหว่างผู้ประกอบกิจการใน เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการนโยบายกําหนด การกําหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตาม (๑) และ (๒) ให้คณะกรรมการนโยบายพิจารณา ตกลงร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทยก่อน มาตรา ๕๙ เพื่ อ ประโยชน์ ในการส่ ง เสริ ม และสนั บ สนุ น ให้ เกิ ด การพั ฒ นาในเขตส่ งเสริ ม เศรษฐกิจพิเศษ คณะกรรมการนโยบายจะประกาศกําหนดให้ผู้ประกอบกิจการในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจ พิ เศษ หรือ ผู้ ป ระกอบวิช าชี พ ที่ เป็ น ประโยชน์ ต่ อ เขตส่ งเสริม เศรษฐกิ จ พิ เศษ ได้ รับ สิ ท ธิพิ เศษอื่ น ใด ตามมาตรา ๔๘ (๕) ตามที่เห็นสมควร ดังต่อไปนี้ก็ได้ (๑) ในกรณีที่การประกอบวิชาชีพใดมีกฎหมายกําหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพหรือผู้ขออนุญาต ต้ อ งมี สั ญ ชาติ ไ ทยหรื อ ต้ อ งได้ รั บ ใบอนุ ญ าต จดทะเบี ย น หรื อ รั บ รองก่ อ นการประกอบวิ ช าชี พ ตามกฎหมายแล้ว คณะกรรมการนโยบายอาจประกาศให้ผู้ซึ่งได้รับใบอนุญาต จดทะเบียน หรือรับรอง ให้ประกอบวิชาชีพนั้นในประเทศที่คณะกรรมการนโยบายกําหนด สามารถประกอบวิชาชีพนั้นเพื่อกิจการ ในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษได้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการนโยบายกําหนด (๒) สิทธิและประโยชน์อื่นตามที่กําหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนหรือกฎหมาย ว่าด้วยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสําหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยให้อํานาจ
หน้า ๒๘ เล่ม ๑๓๕ ตอนที่ ๓๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑ ของคณะกรรมการส่ ง เสริ ม การลงทุ น ตามกฎหมายว่ า ด้ ว ยการส่ ง เสริ ม การลงทุ น และอํ า นาจของ คณะกรรมการนโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสําหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ตามกฎหมายว่าด้วยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสําหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย เป็นอํานาจของคณะกรรมการนโยบายด้วย มาตรา ๖๐ เพื่ อ ประโยชน์ ในการส่ งเสริ ม อุ ต สาหกรรมเป้ าหมายพิ เศษในส่ วนที่ เกี่ ย วกั บ อากาศยาน มิให้นําความในมาตรา ๔๑/๒๓ มาตรา ๔๑/๓๓ และมาตรา ๔๑/๙๕ แห่งพระราชบัญญัติ การเดิ น อากาศ พ.ศ. ๒๔๙๗ ซึ่ งแก้ ไขเพิ่ ม เติ ม โดยพระราชบั ญ ญั ติ ก ารเดิ น อากาศ (ฉบั บ ที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ มาใช้บังคับแก่ผู้ขอรับใบอนุญาตผลิตอากาศยาน ผู้ขอรับใบอนุญาตผลิตส่วนประกอบสําคัญ ของอากาศยาน และผู้ ขอรับ ใบรับ รองหน่ วยซ่ อ ม ซึ่ งประกอบกิจ การในเขตส่งเสริม เศรษฐกิ จพิ เศษ แต่ผู้ขอรับใบอนุญาตผลิตอากาศยาน ผู้ขอรับใบอนุญาตผลิตส่วนประกอบสําคัญของอากาศยาน หรือ ผู้ ข อรั บ ใบรั บ รองหน่ ว ยซ่ อ ม ซึ่ ง ประกอบกิ จ การในเขตส่ ง เสริ ม เศรษฐกิ จ พิ เศษต้ อ งมี คุ ณ สมบั ติ ตามที่เลขาธิการกําหนดโดยความเห็นชอบของผู้อํานวยการสํานักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ตามกฎหมายว่าด้วยการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หมวด ๖ กองทุน มาตรา ๖๑ ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่งในสํานักงาน เรียกว่า “กองทุนพัฒนาเขตพัฒนา พิเศษภาคตะวันออก” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ ชุมชน และประชาชน ที่อยู่ภายในหรือที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก มาตรา ๖๒ กองทุนประกอบด้วย (๑) เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้ (๒) เงินบํารุงตามมาตรา ๔๗ (๓) เงินสมทบจากรายได้ของสํานักงานตามมาตรา ๒๔ (๒) (๔) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้ (๕) เงินหรือทรัพย์สินอื่นที่ตกเป็นของกองทุน (๖) ดอกผลหรือผลประโยชน์ใด ๆ ที่เกิดจากเงินหรือทรัพย์สินของกองทุน
หน้า ๒๙ เล่ม ๑๓๕ ตอนที่ ๓๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑ เงิน และทรัพ ย์สิ น ที่ เป็ น ของกองทุ น ไม่ ต้ อ งนํ าส่ งคลังเป็ น รายได้ แ ผ่น ดิ น ตามกฎหมายว่าด้ วย เงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ มาตรา ๖๓ ให้สํานักงานเป็นผู้รับเงิน จ่ายเงิน เก็บรักษา และบริหารจัดการเงินกองทุน แยกออกจากงบประมาณของสํานักงาน การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษา และการบริหารจัดการเงินกองทุนให้เป็นไปตามระเบียบ ที่คณะกรรมการนโยบายกําหนด มาตรา ๖๔ เงินกองทุนให้ใช้จ่ายเพื่อกิจการ ดังต่อไปนี้ (๑) เพื่อการพัฒนาพื้นที่หรือชุมชน รวมตลอดทั้งช่วยเหลือ หรือเยียวยาประชาชนและชุมชน บรรดาที่อาจได้รับผลกระทบจากการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (๒) สนับสนุนและส่งเสริมการศึกษาและให้ทุนการศึกษาแก่ประชาชนที่อยู่อาศัยในเขตพัฒนา พิเศษภาคตะวันออกหรือที่อยู่ใกล้เคียงและได้รับผลกระทบจากการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (๓) ค่าใช้จ่ายอื่นที่จะส่งเสริมให้เกิดประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออกตามที่คณะกรรมการนโยบายกําหนด (๔) ค่าใช้จ่ายในการบริหารกองทุน การใช้จ่ายเงินกองทุนตาม (๑) และ (๒) ให้คํานึงถึงความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นด้วย หมวด ๗ การกํากับดูแล มาตรา ๖๕ ให้ น ายกรัฐมนตรีมีห น้ าที่ และอํานาจกํากับโดยทั่ วไปซึ่งกิจการของสํานั กงาน เพื่อการนี้จะสั่งให้สํานักงานชี้แจงข้อเท็จจริง แสดงความคิดเห็น หรือทํารายงานก็ได้ ในกรณีที่เห็นว่าสํานักงานกระทําการใดอันมิชอบ หรืออาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรือเสียหาย นายกรัฐมนตรีมีอํานาจสั่งให้สํานักงานยับยั้งหรือระงับการกระทําการนั้นได้ หมวด ๘ บทกําหนดโทษ
มาตรา ๖๖ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๔๖ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าแสนบาท หน้า ๓๐ เล่ม ๑๓๕ ตอนที่ ๓๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑ บทเฉพาะกาล มาตรา ๖๗ ให้ ร ะเบี ย งเศรษฐกิ จ พิ เศษภาคตะวั น ออกและเขตส่ งเสริ ม ตามคํ า สั่ งหั ว หน้ า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒/๒๕๖๐ เรื่อง การพัฒ นาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ลงวัน ที่ ๑๗ มกราคม พุ ท ธศั กราช ๒๕๖๐ เป็ น เขตพั ฒ นาพิ เศษภาคตะวั น ออกหรือ เขตส่ ง เสริ ม เศรษฐกิจพิเศษ แล้วแต่กรณี ตามพระราชบัญญัตินี้ จนกว่าคณะกรรมการนโยบายตามพระราชบัญญัตินี้ จะได้มีมติให้ยกเลิกหรือกําหนดเป็นอย่างอื่น มาตรา ๖๘ ในวาระเริ่มแรก ให้คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ ภาคตะวันออกตามคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒/๒๕๖๐ เรื่อง การพัฒนาระเบียง เศรษฐกิจพิ เศษภาคตะวัน ออก ลงวันที่ ๑๗ มกราคม พุ ท ธศักราช ๒๕๖๐ ที่ มีอ ยู่ในวัน ก่อนวัน ที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ทําหน้าที่คณะกรรมการนโยบายตามพระราชบัญญัตินี้ไปพลางก่อนจนกว่าจะมี คณะกรรมการนโยบายตามพระราชบั ญ ญั ตินี้ ซึ่งต้อ งจัดให้มีคณะกรรมการนโยบายภายในหกสิบ วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาตรา ๖๙ ในวาระเริ่มแรก ให้เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจ พิเศษภาคตะวันออกตามคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒/๒๕๖๐ เรื่อง การพัฒ นา ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ลงวันที่ ๑๗ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๐ ซึ่งดํารงตําแหน่งอยู่ ในวันก่อนวันที่พระราชบัญ ญัตินี้ใช้บังคับ ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการไปพลางก่อนจนกว่าจะมีการแต่งตั้ง เลขาธิ ก ารตามมาตรา ๑๖ ซึ่ ง ต้ อ งแต่ ง ตั้ ง เลขาธิ ก ารให้ แ ล้ ว เสร็ จ ภายในเก้ า สิ บ วั น นั บ แต่ วั น ที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาตรา ๗๐ ให้ โอนบรรดาหน้ าที่ และอํานาจ กิจการ ทรัพ ย์สิน สิท ธิ หนี้ ความรับ ผิด รวมทั้งงบประมาณของสํานักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกตามคําสั่งหัวหน้า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒/๒๕๖๐ เรื่อง การพัฒ นาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ลงวั น ที่ ๑๗ มกราคม พุ ท ธศั ก ราช ๒๕๖๐ ที่ มี อ ยู่ ใ นวั น ก่ อ นวั น ที่ พ ระราชบั ญ ญั ติ นี้ ใ ช้ บั ง คั บ ไปเป็นของสํานักงาน มาตรา ๗๑ ให้ ถื อ ว่ า การดํ า เนิ น การใด ๆ ที่ ค ณะกรรมการนโยบายการพั ฒ นาระเบี ย ง เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก คณะกรรมการบริหารการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก
หน้า ๓๑ เล่ม ๑๓๕ ตอนที่ ๓๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑ เลขาธิก ารคณะกรรมการนโยบายการพั ฒ นาระเบี ยงเศรษฐกิ จ พิ เศษภาคตะวัน ออก และสํ านั ก งาน เพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ได้อนุมัติ ให้ความเห็นชอบ หรือดําเนินการไปแล้ว ตามคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒/๒๕๖๐ เรื่อง การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ ภาคตะวันออก ลงวันที่ ๑๗ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๐ คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒๘/๒๕๖๐ เรื่อ ง มาตรการเพิ่ มประสิท ธิภ าพการพั ฒ นาระเบี ย งเศรษฐกิ จพิ เศษภาคตะวัน ออก ลงวั น ที่ ๒๖ พฤษภาคม พุ ท ธศั ก ราช ๒๕๖๐ และคํ าสั่ งหั ว หน้ าคณะรั ก ษาความสงบแห่ งชาติ ที่ ๔๗/๒๕๖๐ เรื่อง ข้อกําหนดการใช้ประโยชน์ในที่ดินในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ลงวันที่ ๒๕ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐ ยังคงมีผลใช้บังคับได้ต่อไปจนกว่าคณะกรรมการนโยบาย ตามพระราชบัญญัตินี้จะได้มีมติให้ยกเลิกหรือกําหนดเป็นอย่างอื่น มาตรา ๗๒ ให้ถือว่าการอนุมัติ อนุญาต ออกใบอนุญาต ให้ความเห็นชอบ รับจดทะเบียน หรือรับแจ้ง รวมถึงการดําเนินการใด ๆ เพื่อบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายภายในเขตส่งเสริมของ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกที่ได้อนุมัติ อนุญาต ออกใบอนุญาต ให้ความเห็นชอบ รับจดทะเบียน หรือรับแจ้ง หรือดําเนินการไปแล้วตามคําสั่งหัวหน้า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒/๒๕๖๐ เรื่อง การพัฒ นาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ลงวันที่ ๑๗ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๐ คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒๘/๒๕๖๐ เรื่ อ ง มาตรการเพิ่ ม ประสิ ท ธิ ภ าพการพั ฒ นาระเบี ย งเศรษฐกิ จ พิ เ ศษภาคตะวั น ออก ลงวั น ที่ ๒๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐ และคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๔๗/๒๕๖๐ เรื่ อ ง ข้ อ กํ า หนดการใช้ ป ระโยชน์ ใ นที่ ดิ น ในพื้ น ที่ ร ะเบี ย งเศรษฐกิ จ พิ เศษภาคตะวั น ออก ลงวั น ที่ ๒๕ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐ มีผลใช้บังคับต่อไปได้ตามพระราชบัญญัตินี้ มาตรา ๗๓ ข้าราชการ พนักงาน หรือ ลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐที่เลขาธิการขอให้มา ปฏิบัติงานเป็นการชั่วคราวตามคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒/๒๕๖๐ เรื่อง การพัฒนา ระเบี ยงเศรษฐกิ จพิ เศษภาคตะวัน ออก ลงวัน ที่ ๑๗ มกราคม พุ ท ธศั กราช ๒๕๖๐ ผู้ ใดประสงค์ จะเป็ น พนั ก งานหรื อ ลู ก จ้ างของสํ านั ก งาน ให้ แ สดงความจํ านงเป็ น หนั งสื อ ต่ อ ผู้ บั งคั บ บั ญ ชาภายใน เก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และเมื่อได้ผ่านการคัดเลือกหรือประเมินจากเลขาธิการ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการนโยบายกําหนดและได้รับการบรรจุเป็นพนักงานหรือลูกจ้าง ของสํานักงานแล้ว ให้เป็นอันออกจากราชการหรือออกจากงาน แล้วแต่กรณี
หน้า ๓๒ เล่ม ๑๓๕ ตอนที่ ๓๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑ ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างที่ออกจากราชการหรือออกจากงานตามวรรคหนึ่งให้ถือว่าเป็น การออกจากราชการหรือออกจากงานเพราะเลิกหรือยุบตําแหน่งตามกฎหมายว่าด้วยบําเหน็จบํานาญ ข้ าราชการหรือ กฎหมายว่ าด้ วยกองทุ น บํ าเหน็ จ บํ านาญข้ าราชการหรือ กฎหมายจั ด ตั้ งหน่ วยงานนั้ น แล้วแต่กรณี หรือในกรณีเป็นลูกจ้าง ให้ถือว่าเป็นการให้ออกจากงานเพราะทางราชการยุบตําแหน่งหรือ ทางราชการเลิกจ้างโดยไม่มีความผิด และให้ได้รับบําเหน็จตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบําเหน็จลูกจ้าง ในกรณีผู้ที่ออกจากราชการหรือออกจากงานตามวรรคหนึ่งยังมีสัญญาที่จะต้องรับราชการหรือ ปฏิบัติงานตามระยะเวลาที่ กําหนดไว้เพื่ อชดใช้ทุนแล้ว ให้นับระยะเวลาที่มาปฏิบัติงานกับสํานักงาน เป็นการรับราชการหรือปฏิบัติงานตามสัญญานั้นด้วย ผู้รับสนองพระราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หน้า ๓๓ เล่ม ๑๓๕ ตอนที่ ๓๔ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑ หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ภาคตะวันออกเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ ทางเศรษฐกิจ สูง หากมีก ารพัฒ นาพื้น ที่อ ย่า งต่อ เนื่อ ง เป็น ระบบและโดยสอดคล้อ งกับ หลัก การพัฒ นา อย่างยั่งยืนแล้วจะทําให้การใช้ที่ดินในภาคตะวันออกเป็นไปอย่างเหมาะสมกับสภาพและศักยภาพของพื้นที่ ได้อย่างแท้จริง ทั้งยังจะช่วยเพิ่ม ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การส่งเสริมให้มีการประกอบพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ทันสมัย สร้างนวัตกรรม และเป็น มิต รต่อ สิ ่ง แวดล้อ มและการเกษตรกรรมดั ้ง เดิม ตลอดจนวิถ ีช ีว ิต ของชุม ชนในพื ้น ที ่ด ัง กล่า ว แต่ก ฎหมายที ่ใ ช้บ ัง คับ อยู ่ใ นปัจ จุบ ัน ไม่เอื ้อ ต่อ การพัฒ นาพื ้น ที ่ต ามแนวทางดัง กล่า ว ไม่ม ีก ารวางแผน การบริห ารพื ้น ที ่แ บบองค์ร วม การพัฒ นาด้า นต่า ง ๆ จึง เป็น ไปอย่า งแยกส่ว นและกระจัด กระจาย ผลของการขาดการบูร ณาการดังกล่าว ทําให้ไม่ส ามารถพัฒ นาพื้น ที่ภ าคตะวัน ออกได้อ ย่างเต็ม ศัก ยภาพ ทั ้ง การจัด ทํ า ระบบสาธารณูป โภคขั ้น พื ้น ฐานของหน่ว ยงานของรัฐ ต่า ง ๆ ยัง ขาดความต่อ เนื ่อ งและ เชื่อมโยงกัน กรณีจึงสมควรกําหนดให้ภาคตะวัน ออกเป็น เขตพัฒ นาพิเศษภาคตะวันออก มีการวางแผน การใช้ป ระโยชน์ที่ดิน ในพื้นที่ชัด เจนแน่น อนโดยเหมาะสมกับสภาพและศักยภาพของพื้น ที่ สอดคล้องกับ หลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน มีการบูรณาการการจัดทําโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคให้ต่อเนื่องและ เชื่อมโยงกันทั้งในและนอกเขตพัฒ นาพิเศษภาคตะวัน ออก พัฒ นาเมืองให้มีค วามทัน สมัยระดับนานาชาติ ที่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยและการประกอบกิจการ มีการให้บริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จครบวงจร รวมทั้ง ให้ส ิท ธิป ระโยชน์แ ก่ผู ้ป ระกอบกิจ การในเขตส่ง เสริม เศรษฐกิจ พิเศษเป็น การเฉพาะ จึง จํา เป็น ต้อ งตรา พระราชบัญญัตินี้