Community Forest Act 2019
颁布于 2019-05-24 · 文本截至 2026-10-01
以研究形式发布的公开法律与官方指引,不构成法律、税务或金融建议。
研究内容本身以英文撰写。标题和标签已翻译,调查结果和引文未翻译。
关于这部法律
- 语言
- Thai
- 类型
- 法令
- 组织
- Mekong River Commission (MRC)
- 国家
- 泰国
- 主题
- Forestry
- 关键词
- afforestation/reforestation, biodiversity, sustainable development, sustainable use, timber, timber extraction/logging, community management, forest management/forest conservation, forestry protection measures, policy/planning, institution, authorization/permit, offences/penalties, basic legislation, governance
在哪里阅读
该法律没有记录来源链接。
文本
所收录的法律原文,按条款排列。每个条款都有自己的链接。
พระราชบัญญัติ ป่าชุมชน พ.ศ. ๒๕๖๒ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ไว ้ ณ วนัที่ ๒๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ เป็นปทีี่ ๔ ในรัชกาลปัจจบุัน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยป่าชุมชน พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจ ากัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๖ ประกอบกับมาตรา ๒๘ มาตรา ๓๗ และมาตรา ๔๓ (๒) ของรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระท าได้โดยอาศัยอ านาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เหตุผลและความจ าเป็นในการจ ากัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ เพ่ือส่งเสริม ให้ชุมชนได้ร่วมกับรัฐในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติในป่าชุมชนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศมีความสมบูรณ์ และยั่งยืน ซึ่งการตราพระราชบัญญัตินี้สอดคล้องกับเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๖ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยค าแนะน าและยินยอมของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติท าหน้าที่รัฐสภา ดังต่อไปนี้ มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. ๒๕๖๒” ้หนา ๗๑ ่เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๗๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๒ มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป เว้นแต่บทบัญญัติในหมวด ๔ หมวด ๕ หมวด ๖ หมวด ๗ และหมวด ๘ และมาตรา ๙๗ มาตรา ๙๘ มาตรา ๙๙ มาตรา ๑๐๐ มาตรา ๑๐๑ มาตรา ๑๐๒ และมาตรา ๑๐๓ ให้ใช้บังคับ เมื่อพ้นก าหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป มาตรา ๓ บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้มุ่งหมายให้บุคคลและชุมชนได้ประโยชน์จาก ป่าชุมชน เกิดเจตคติในการดูแลรักษาและจัดการป่าชุมชนร่วมกับรัฐ เพ่ือป้องกันการตัดไม้โดยผิดกฎหมาย และการบุกรุกท าลายพ้ืนที่ป่า เพ่ือรักษาและฟ้ืนฟูทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลาย ทางชีวภาพในป่าให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์และคงอยู่เป็นมรดกทางธรรมชาติของประเทศและของมนุษยชาติ สืบไป และมุ่งหมายเพ่ือก าหนดสาระแห่งสิทธิของบุคคลและชุมชนในการอนุรักษ์ ฟ้ืนฟู จัดการ บ ารุงรักษา ตลอดจนใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ อย่างสมดุล และยั่งยืนตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติรับรอง มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้ “ป่าชุมชน” หมายความว่า ป่านอกเขตป่าอนุรักษ์หรือพ้ืนที่อื่นของรัฐนอกเขตป่าอนุรักษ์ ท่ีได้รับอนุมัติให้จัดตั้งเป็นป่าชุมชน โดยชุมชนร่วมกับรัฐในการอนุรักษ์ ฟ้ืนฟู จัดการ บ ารุงรักษา ตลอดจนใช้ประโยชนจ์ากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพในป่าชมุชน อย่างสมดุลและยั่งยืนตามพระราชบัญญัตินี้ “ชุมชน” หมายความว่า กลุ่มประชาชนที่รวมตัวกันโดยมีวัตถุประสงค์หรือผลประโยชน์ร่วมกัน เพ่ือท ากิจกรรมอันชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งช่วยเหลือหรือสนับสนุนการด าเนินการใด ๆ อันเป็น ประโยชน์ร่วมกันของประชาชนในชุมชนนั้น โดยมีการรวมตัวกันอย่างต่อเนื่อง มีระบบบริหารจัดการ ในรูปของคณะบุคคลและมีการแสดงเจตนาแทนชุมชนได้ “เขตป่าอนุรักษ์” หมายความว่า เขตอุทยานแห่งชาติตามกฎหมายว่าด้วยอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและเขตห้ามล่าสัตว์ป่าตามกฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสั ตว์ป่า หรือ เขตพ้ืนที่อื่นใดที่มีคุณค่าทางธรรมชาติ หรือคุณค่าอื่นอันควรแก่การอนุรักษ์หรือรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ตามที่ก าหนดในกฎกระทรวง “ไม้” หมายความว่า ไม้ทุกชนิดทั้งที่เป็นต้น กอ หรือเถา ไม่ว่ายังยืนต้นหรือล้มลงแล้ว ทั้งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต และให้หมายความรวมถึงราก ปุ่ม ตอ หน่อ กิ่ง ตา หัว เหง้า เศษ ปลาย หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของไม้ ไม่ว่าจะถูกตัด ฟัน เลื่อย ผ่า ถาก ทอน ขุด หรือกระท าโดยวิธีการอื่นใด “ใช้ประโยชน์จากไม้” หมายความว่า ตัด ฟัน กาน โค่น ลิด เลื่อย ผ่า ถาก ทอน ขุด หรือชักลากไม้ที่มีอยู่ในป่าชุมชนหรือน าไม้ที่มีอยู่ในป่าชุมชนออกจากป่าชุมชนด้วยประการใด ๆ ้หนา ๗๒ ่เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๗๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๒ “ไม้ทรงคุณค่า” หมายความว่า ไม้หวงห้ามตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ และให้หมายความ รวมถึงไม้อื่นใดที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ให้คงอยู่ต่อไปตามลักษณะหรือชนิดที่ก าหนดในกฎกระทรวง “ของป่า” หมายความว่า สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นหรือมีอยู่ในป่าชุมชน เป็นต้นว่า (๑) ฟืน ถ่านไม้ ไม้ไผ่ เปลือกไม้ ใบไม้ ดอกไม้ เมล็ด ผลไม้ หน่อไม้ ชัน และยางไม้ (๒) หญ้า อ้อ พง แขม ปรือ คา กก กระจูด กูด เห็ด และพืชอื่น (๓) ครั่ง รังผึ้ง น้ าผึ้ง ขี้ผึ้ง มูลค้างคาว (๔) สัตว์บก สัตว์น้ า สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ า สัตว์ปีก แมลง รวมทั้งไข่ของแมลงที่ไม่ใช่สัตว์ป่าสงวน หรือสัตว์ป่าคุ้มครองตามกฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า (๕) ดิน หิน กรวด และทราย ที่ไม่ใช่แร่ตามกฎหมายว่าด้วยแร่ “ฟืน” หมายความว่า เศษไม้ ปลายไม้ หรือไม้ล้มขอนนอนไพรตามธรรมชาติ อันมีลักษณะ และคุณภาพเหมาะสมที่จะใช้เป็นเชื้อเพลิงยิ่งกว่าใช้ประโยชน์อย่างอื่น “ความหลากหลายทางชีวภาพ” หมายความว่า ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตทั้งมวล และ ให้หมายความรวมถึงความหลากหลายทางพันธุกรรม ทางชนิดพันธุ์ และทางระบบนิเวศอันเป็นถิ่นก าเนิด ของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้น “สมาชิกป่าชุมชน” หมายความว่า สมาชิกของป่าชุมชนที่ได้จัดตั้งตามพระราชบัญญัตินี้ “เครือข่ายป่าชุมชน” หมายความว่า การรวมตัวกันของคณะกรรมการจัดการป่าชุมชนหรือ สมาชิกป่าชุมชนของป่าชุมชนต่าง ๆ โดยมีเป้าหมายร่วมกัน เพ่ือเรียนรู้ สร้างความเข้าใจ และแลกเปลี่ยน ประสบการณ์ เพ่ือน าไปสู่การจัดการป่าชุมชนร่วมกันอย่างยั่งยืนและได้มีการจดแจ้งการเป็นเครือข่าย ป่าชุมชนต่อกรมป่าไม้ตามระเบียบที่อธิบดีก าหนด “ทรัพย์สินส่วนกลาง” หมายความว่า เงินและทรัพย์สินที่ได้มาเพ่ือใช้ในการจัดการป่าชุมชน ไม้ที่สมาชิกป่าชุมชนร่วมกันปลูกในบริเวณเพ่ือการใช้ประโยชน์ และทรัพย์สินที่สมาชิกป่าชุมชนร่วมกัน จัดท าในการจัดการป่าชุมชน “องค์กรภาคประชาสังคม” หมายความว่า องค์กรที่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลที่มีวัตถุประสงค์ ด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ หรือองค์กรอื่นที่ไม่ได้เป็นนิติบุคคลแต่มีผลงาน ด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างต่อเนื่องเป็นที่ประจักษ์ ทั้งนี้ โดยมิได้ มีการหาผลก าไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน และได้มีการจดแจ้งเป็นองค์กรภาคประชาสังคมต่อกรมป่าไม้ ตามระเบียบที่อธิบดีก าหนด “คณะกรรมการนโยบาย” หมายความว่า คณะกรรมการนโยบายป่าชุมชน ้หนา ๗๓ ่เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๗๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๒ “เจ้าหน้าที่ป่าชุมชน” หมายความว่า ผู้ซึ่งคณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดแต่งตั้งจาก สมาชิกป่าชุมชนซึ่งได้รับการเสนอชื่อโดยคณะกรรมการจัดการป่าชุมชน หรือแต่งตั้งจากเจ้าหน้าที่ของ กรมป่าไม้หรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ให้เป็นเจ้าหน้าที่ป่าชุมชนเพ่ือปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ “อธิบดี” หมายความว่า อธิบดีกรมป่าไม้ “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ มาตรา ๕ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรักษาการ ตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอ านาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่กับออกกฎกระทรวงและประกาศ เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงและประกาศนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้ หมวด ๑ บททั่วไป มาตรา ๖ เพ่ือส่งเสริมให้ชุมชนได้ร่วมกับรัฐในการอนุรักษ์ ฟ้ืนฟู จัดการ บ ารุงรักษา ตลอดจนใช้ประโยชน์จากทรพัยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดลุ และยั่งยืนในรูปแบบของป่าชุมชน โดยป่าชุมชนต้องจัดตั้งขึ้นเพ่ือวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ (๑) การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ (๒) การฟ้ืนฟูพ้ืนที่ป่าในเขตป่าชุมชนโดยการปลูกป่าทดแทน (๓) การเสริมสร้างความร่วมมือทุกภาคส่วนในการจัดการป่าชุมชน (๔) การส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณีที่หลากหลายของชุมชนในการอนุรักษ์ การฟ้ืนฟู การพัฒนา การควบคุมดูแล และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในป่าชุมชน (๕) การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในป่าชุมชนอย่างสมดุลและยั่งยืน มาตรา ๗ การจัดตั้งป่าชุมชนในพ้ืนที่ป่าหรือพ้ืนที่อื่นของรัฐตามพระราชบัญญัตินี้ไม่มีผล เป็นการเปลี่ยนแปลงเขตหรือเพิกถอนพ้ืนที่ป่า หรือเปลี่ยนแปลงสถานะหรือถอนสภาพพ้ืนที่อื่นของรัฐ ที่น ามาจัดตั้งเป็นป่าชุมชน และมิให้น ากฎหมายว่าด้วยป่าไม้และกฎหมายว่าด้วยป่าสงวนแห่งชาตมิาใช้บังคบั เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีการเพิกถอนป่าชุมชน โดยให้ใช้ระเบียบที่คณะกรรมการนโยบายก าหนด ตามมาตรา ๑๘ แทน เว้นแต่พระราชบัญญัตินี้จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ้หนา ๗๔ ่เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๗๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๒ มาตรา ๘ การจัดตั้งป่าชุมชนในพ้ืนที่อื่นของรัฐ ให้เป็นไปตามที่ก าหนดในพระราชกฤษฎีกา พระราชกฤษฎีกาตามวรรคหนึ่งอย่างน้อยต้องก าหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ขอ จัดตั้งป่าชุมชน สมาชิกป่าชุมชน กรรมการจัดการป่าชุมชน และเจ้าหน้าที่ป่าชุมชน รวมทั้งหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการจัดตั้งป่าชุมชน การจัดการป่าชุมชน การควบคุมดูแลป่าชุมชน การเพิกถอน ป่าชุมชน และการอื่นที่จ าเป็น หมวด ๒ คณะกรรมการนโยบายป่าชมุชน มาตรา ๙ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า “คณะกรรมการนโยบายป่าชุมชน” ประกอบด้วย (๑) รองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ (๒) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นรองประธานกรรมการ (๓) กรรมการโดยต าแหน่ง ได้แก่ ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เลขาธิการส านักงานการปฏิรูปที่ดินเพ่ือเกษตรกรรม เลขาธิการส านักงานทรัพยากรน้ า แห่งชาติ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง อธิบดีกรมที่ดิน อธิบดีกรมธนารักษ์ อธิบดี กรมพัฒนาที่ดิน อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ (๔) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจ านวนไม่เกินแปดคน ซึ่งประธานกรรมการแต่งตั้งจากผู้ได้รับ การสรรหาจากกลุ่มผู้ซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ มีผลงาน และประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือมนุษยศาสตร์หรือสังคมศาสตร์ จ านวนไม่เกินสองคน กลุ่มผู้แทนองค์กรภาคประชาสังคม จ านวนไม่เกินสองคน และกลุ่มผู้แทนประธานเครือข่ายป่าชุมชน ระดับจังหวัด จ านวนไม่เกินสี่คน ให้อธิบดีเป็นกรรมการและเลขานุการ และให้อธิบดีแต่งตั้งข้าราชการของกรมป่าไม้ เป็นผู้ช่วย เลขานุการคณะกรรมการนโยบายได้ตามความจ าเป็น มาตรา ๑๐ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้ ก. คุณสมบัติ (๑) มีสัญชาติไทย (๒) มีอายุไม่ต ่ากว่ายี่สิบห้าปี ้หนา ๗๕ ่เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๗๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๒ (๓) มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ มีผลงาน และประสบการณ์ที่ เกี่ยวข้องกับกิจกรรม ที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๖ ข. ลักษณะต้องห้าม (๑) เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต (๒) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ (๓) ติดยาเสพติดให้โทษ (๔) เคยได้รับโทษจ าคุกโดยค าพิพากษาถึงที่สุดให้จ าคุกและพ้นโทษมายังไม่ถึงหนึ่งปีในวันที่ ได้รับการสรรหา เว้นแต่ในความผิดอันได้กระท าโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ (๕) เคยต้องค าพิพากษาหรือค าสั่งของศาลอันถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เพราะร่ ารวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ (๖) เคยถูกไล่ออก ปลดออก ให้ออก หรือเลิกจ้างจากหน่วยงานของรัฐหรือหน่วยงาน ของเอกชนเพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง มาตรา ๑๑ ให้มีคณะกรรมการสรรหาคณะหนึ่ง ท าหน้าที่สรรหาบุคคลที่สมควรได้รับ การแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๙ (๔) ประกอบด้วย ผู้แทนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนส านักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา และผู้แทน ส านักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นกรรมการสรรหา ให้อธิบดีแต่งตั้งผู้แทนกรมป่าไม้คนหนึ่งเป็นกรรมการสรรหาและเลขานุการ ให้คณะกรรมการสรรหาเลือกกรรมการสรรหาคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการสรรหา ให้กรมป่าไม้ปฏิบัติหน้าที่เป็นหน่วยธุรการของคณะกรรมการสรรหา มาตรา ๑๒ ให้คณะกรรมการสรรหาตามมาตรา ๑๑ มีหน้าที่สรรหาและจัดท าบัญชีรายชื่อ ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๐ ที่มาจากกลุ่มผู้ซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ มีผลงาน และประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือมนุษยศาสตร์หรือสังคมศาสตร์ กลุ่มผู้แทนองค์กรภาคประชาสังคม และกลุ่มผู้แทนประธาน เครือข่ายป่าชุมชนระดับจังหวัด เป็นจ านวนสองเท่าของต าแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่จะมีการแต่งตั้ง ในแต่ละกลุ่มเสนอประธานกรรมการเพ่ือพิจารณาเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากบัญชีรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิ ให้ขึ้นบัญชีรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิที่ประธานกรรมการมิได้เลือกเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ไว้ในบัญชีรายชื่อส ารอง ทั้งนี้ บัญชีรายชื่อส ารองให้ใช้บังคับได้ต่อไปจนกว่าจะมีการสรรหากรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิใหม่ ้หนา ๗๖ ่เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๗๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๒ หลักเกณฑ์ วิธีการสรรหา และการเสนอรายชื่อบุคคลเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิให้เป็นไป ตามระเบียบที่คณะกรรมการสรรหาก าหนด มาตรา ๑๓ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการด ารงต าแหน่งคราวละสามปี และอาจได้รับ แต่งตั้งอีกได้ แต่จะด ารงต าแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้ ในระหว่างที่ยังมิได้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นใหม่ ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจาก ต าแหน่งตามวาระนัน้อยู่ในต าแหนง่เพ่ือด าเนินงานตอ่ไปจนกว่ากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึง่ไดร้ับแต่งตัง้ใหม่ เข้ารับหน้าที่ มาตรา ๑๔ ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจะพ้นจากต าแหน่งตามวาระให้ด าเนินการจัดใหม้ี การสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิใหม่ภายในเก้าสิบวันก่อนวันครบวาระ มาตรา ๑๕ นอกจากการพ้นจากต าแหน่งตามวาระตามมาตรา ๑๓ วรรคหนึ่ง กรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากต าแหน่ง เมื่อ (๑) ตาย (๒) ลาออก (๓) ประธานกรรมการให้ออกเพราะบกพร่องต่อหน้าที่ มี ความประพฤติเสื่อมเสียหรือ หย่อนความสามารถ (๔) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๐ ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากต าแหน่งก่อนวาระ ให้ประธานกรรมการแต่งตั้ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากบัญชีรายชื่อส ารองแทนต าแหน่งที่ว่าง และให้ผู้ได้รับการแต่งตั้งแทนต าแหน่ง ที่ว่างอยู่ในต าแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว เว้นแต่วาระของ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเหลืออยู่ไม่ถึงเก้าสิบวัน ประธานกรรมการจะไม่แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนก็ได้ และในระหว่างที่ยังไม่มีการแตง่ตัง้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒใิห้คณะกรรมการนโยบายประกอบดว้ยกรรมการ เท่าที่เหลืออยู ่ มาตรา ๑๖ คณะกรรมการนโยบายมีหน้าที่และอ านาจ ดังต่อไปนี้ (๑) เสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบายในการส่งเสริมและสนับสนุนป่าชุมชน และเครือข่ายป่าชุมชน หรือพิจารณาให้ความเห็นในเรื่องที่เกี่ ยวกับป่าชุมชนตามที่คณะรัฐมนตรีหรือ นายกรัฐมนตรีมอบหมาย (๒) เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเพ่ือก าหนดมาตรการทางการเงิน การคลัง หรือมาตรการอื่น เพื่อสนับสนุนการด าเนินงานจัดการป่าชุมชนของคณะกรรมการจัดการป่าชุมชน ้หนา ๗๗ ่เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๗๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๒ (๓) เสนอแนะในการตราพระราชกฤษฎีกาและการออกกฎกระทรวงตามพระราชบัญญัตินี้ (๔) ก าหนดระเบียบเพ่ือปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ (๕) ให้ความเห็นชอบบัญชีรายชื่อบุคคลซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ มีผลงานและประสบการณ์ เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือมนุษยศาสตร์หรือสังคมศาสตร์ ผู้แทน องค์กรภาคประชาสังคม และผู้แทนคณะกรรมการจัดการป่าชุมชนในจังหวัดต่าง ๆ ตามที่กรมป่าไม้เสนอ เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัด (๖) จัดท ารายงานและผลการด าเนินงานป่าชุมชนทั่วประเทศพร้อมทั้งเสนอความเห็นต่อ คณะรัฐมนตรีปีละหนึ่งครั้ง เพ่ือเป็นแนวทางในการส่งเสริม การอนุรักษ์ การฟ้ืนฟูสภาพธรรมชาติใน ป่าชุมชน หรือการสนับสนุนการจัดการป่าชุมชน (๗) พิจารณาอุทธรณ์มติเกี่ยวกับการขอจัดตั้งหรือเพิกถอนป่าชุมชน (๘) พิจารณาอุทธรณ์ค าสั่งของคณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดที่สั่งการตามมาตรา ๗๔ และพิจารณาการน าเสนอของอธิบดีตามมาตรา ๗๖ (๙) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่ก าหนดในพระราชบัญญัตินี้หรือที่กฎหมายอื่นก าหนดให้เป็นหน้าที่ และอ านาจของคณะกรรมการนโยบาย ในการเสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบายในการส่งเสริมและสนับสนุนป่าชุมชน และเครือข่ายป่าชุมชนตาม (๑) และการเสนอแนะในการตราพระราชกฤษฎีกาและการออกกฎกระทรวง ตาม (๓) ให้คณะกรรมการนโยบายรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่เกี่ยวข้อง เพ่ือประกอบการพิจารณา เสนอความเห็นและเสนอแนะด้วย ทั้ งนี้ ตามหลักเกณฑ์การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่ คณะกรรมการนโยบายก าหนด มาตรา ๑๗ ให้คณะกรรมการนโยบายก าหนดระเบียบว่าด้วยการจัดท าแผนจัดการป่าชุมชน การอนุรักษ์ การฟ้ืนฟู การพัฒนา การควบคุมดูแล และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติใน ป่าชุมชน ระเบียบตามวรรคหนึ่ง จะก าหนดให้คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนไปด าเนินการออกข้อบังคบั ให้เหมาะสมกับสภาพของแต่ละป่าชุมชนตามกรอบแนวทางที่คณะกรรมการนโยบายก าหนดก็ได้ มาตรา ๑๘ ให้คณะกรรมการนโยบายก าหนดระเบียบว่าด้วยการปกครอง ดูแลบ ารุงรักษา ใช้ประโยชน์จากไม้ และใช้ประโยชน์ในพ้ืนที่ป่าชุมชน โดยต้องค านึงถึงกฎหมายว่าด้วยป่าไม้และกฎหมาย ว่าด้วยป่าสงวนแห่งชาติด้วย ้หนา ๗๘ ่เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๗๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๒ มาตรา ๑๙ การประชุมคณะกรรมการนโยบายต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ของจ านวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม ในการประชุมคณะกรรมการนโยบาย ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติ หน้าที่ได้ ให้รองประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม ถ้าประธานกรรมการและรองประธานกรรมการ ไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด มาตรา ๒๐ ให้ประธานกรรมการและกรรมการได้รับเบี้ยประชุม ค่าพาหนะ ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเช่าที่พัก และค่าใช้จ่ายอย่างอื่น ตามระเบียบที่ประธานกรรมการก าหนดโดยความเห็นชอบของ กระทรวงการคลัง มาตรา ๒๑ ให้คณะกรรมการนโยบายมีอ านาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ เพ่ือพิจารณาหรือ ปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการนโยบายมอบหมายได้ ให้น าความในมาตรา ๑๙ และมาตรา ๒๐ มาใช้บังคับแก่คณะอนุกรรมการโดยอนุโลม มาตรา ๒๒ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้คณะกรรมการนโยบายและ คณะอนุกรรมการตามมาตรา ๒๑ มีอ านาจเรียกให้บุคคลใดมาชี้แจงข้อเท็จจริง ให้ความเห็นหรือ ค าแนะน า หรือส่งเอกสารเพ่ือประกอบการพิจารณาได้ หมวด ๓ คณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัด มาตรา ๒๓ ให้มีคณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัด ในจังหวัดที่มีค าขอจัดตั้งป่าชุมชน หรือมีการจัดตั้งป่าชุมชนแล้ว ประกอบด้วย (๑) ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือรองผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมายเป็น ประธานกรรมการ (๒) กรรมการโดยต าแหน่ง ได้แก่ ผู้แทนกระทรวงกลาโหม ผู้อ านวยการส านักจัดการ ทรัพยากรป่าไม้แห่งท้องที่ อัยการจังหวัด ผู้อ านวยการส านักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัด ปลัดจังหวัด และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ้หนา ๗๙ ่เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๗๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๒ (๓) ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งท้องที่ที่ป่าชุมชนตั้งอยู่ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้ง จ านวนหนึ่งคน และเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ที่จัดตั้งป่าชุมชนซึ่งปฏิบัติหน้าที่ อยูใ่นจังหวัดนั้นซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งจ านวนสองคนเป็นกรรมการ (๔) ประธานเครือข่ายป่าชุมชนระดับจังหวัด เป็นกรรมการ (๕) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งจ านวนไม่เกินเจ็ดคน ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งข้าราชการของกรมป่าไม้เป็นเลขานุการตามที่อธิบดีเสนอ และ แต่งตั้งผู้ช่วยเลขานุการอีกไม่เกินสองคน ในกรณีที่ไม่มีผู้ด ารงต าแหน่งกรรมการตาม (๓) หรือ (๔) ให้คณะกรรมการประกอบด้วย กรรมการเท่าที่มีอยู่ มาตรา ๒๔ หลักเกณฑ์และวิธีการได้มา และการแต่งตั้งผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับพ้ืนที่ที่จัดตั้งป่าชุมชนตามมาตรา ๒๓ (๓) ให้เป็นไป ตามระเบียบที่คณะกรรมการนโยบายก าหนด มาตรา ๒๕ การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๒๓ (๕) ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด พิจารณาแต่งตั้งจากผู้ซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ มีผลงาน และประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือมนุษยศาสตร์หรือสังคมศาสตร์ จ านวนไม่เกินสองคน ผู้แทน องค์กรภาคประชาสังคม จ านวนไม่เกินสองคน และผู้แทนคณะกรรมการจัดการป่าชุมชนในจังหวัด จ านวนไม่เกินสามคน ทั้งนี้ ตามบัญชีรายชื่อที่คณะกรรมการนโยบายให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๖ (๕) ให้น าความในมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๓ มาตรา ๑๔ มาตรา ๑๕ มาตรา ๑๙ มาตรา ๒๐ และมาตรา ๒๒ มาใช้บังคับแก่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัด และ การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดโดยอนุโลม มาตรา ๒๖ คณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดมีหน้าที่และอ านาจ ดังต่อไปนี้ (๑) พิจารณาเกี่ยวกับการขอจัดตั้งป่าชุมชน การขยายเขตป่าชุมชน หรือการเพิกถอนป่าชุมชน ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน (๒) ขยายระยะเวลาในการพิจารณาค าขอจัดตั้งป่าชุมชนตามหมวด ๔ การจัดตั้งป่าชุมชน (๓) มีมติให้กรรมการจัดการป่าชุมชนพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๔๔ วรรคสาม (๔) แต่งตั้งและถอดถอนเจ้าหน้าที่ป่าชุมชนตามมาตรา ๒๗ และมาตรา ๓๐ (๕) พิจารณาอนุมัติแผนจัดการป่าชุมชน พิจารณาให้ความเห็นชอบข้อบังคับของคณะกรรมการ จัดการป่าชุมชน และพิจารณาอนุญาตตามมาตรา ๕๐ วรรคสอง มาตรา ๕๒ มาตรา ๖๓ (๔) และ มาตรา ๖๖ ้หนา ๘๐ ่เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๗๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๒ (๖) ให้ค าแนะน าปรึกษาและความช่วยเหลือด้านต่าง ๆ ต่อคณะกรรมการจัดการป่าชุมชน ในการจัดการป่าชุมชน (๗) ควบคุมดูแลการจัดการป่าชุมชนของคณะกรรมการจัดการป่าชุมชนให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ ระเบียบของคณะกรรมการนโยบาย ข้อบังคับของคณะกรรมการจัดการป่าชุมชน และแผนจัดการป่าชุมชน (๘) ตรวจสอบ ติดตาม และประเมินผลการจัดการป่าชุมชนในจังหวัด รวมทั้งจัดท ารายงาน เสนอคณะกรรมการนโยบายอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง ตามระเบียบที่คณะกรรมการนโยบายก าหนด (๙) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่ก าหนดในพระราชบัญญัตินี้ หรือตามที่รัฐมนตรีหรือคณะกรรมการ นโยบายมอบหมาย มาตรา ๒๗ ให้คณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดมีอ านาจแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ป่าชุมชน เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๖๔ หรือปฏิบัติการอื่นใดตามที่ก าหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ การแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ป่าชุมชน ให้พิจารณาแต่งตั้งจากสมาชิกป่าชุมชนที่ได้รับการเสนอชื่อ โดยคณะกรรมการจัดการป่าชุมชน เพื่อเป็นเจ้าหน้าที่ป่าชุมชนประจ าป่าชุมชนที่ผู้นั้นเป็นสมาชิก ในกรณีมีความจ าเป็นเพ่ือช่วยควบคุมดูแลป่าชุมชนให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของป่าชุมชน หรือเพ่ือคุ้มครองป้องกันมิให้มีการบุกรุกหรือท าลายทรัพยากรธรรมชาติในป่าชุมชน คณะกรรมการ ป่าชุมชนประจ าจังหวัดจะแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้หรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องซึ่งปฏิบัติงาน ในพ้ืนที่ครอบคลุมท้องที่อันเป็นที่ตั้งของป่าชุมชน เป็นเจ้าหน้าที่ป่าชุมชนด้วยก็ได้ มาตรา ๒๘ เจ้าหน้าที่ป่าชุมชนซึ่งแต่งตั้งจากสมาชิกป่าชุมชนต้องมีอายุไม่ต่ ากว่ายี่สิบปี และมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามระเบียบที่คณะกรรมการนโยบายก าหนด มาตรา ๒๙ เจ้าหน้าที่ป่าชุมชนพ้นจากต าแหน่ง เมื่อ (๑) ตาย (๒) ลาออก กรณีเจ้าหน้าที่ป่าชุมชนซึ่งแต่งตั้งจากสมาชิกป่าชุมชน (๓) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๘ มาตรา ๓๐ การถอดถอนเจ้าหน้าที่ป่าชุมชนตามมาตรา ๒๖ (๔) ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้ (๑) เมื่อเจ้าหน้าที่ป่าชุมชนไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๖๔ (๒) เมื่อเจ้าหน้าที่ป่าชุมชนฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ หรือระเบียบหรือ ข้อบังคับที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้ ้หนา ๘๑ ่เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๗๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๒ หมวด ๔ การจดัตั้งป่าชมุชน มาตรา ๓๑ เพ่ือให้การจัดตั้งป่าชุมชนสอดคล้องกับการอนุรักษ์ ฟ้ืนฟู จัดการ บ ารุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ ตามที่บัญญัติไว้ ในหมวด ๕ การจัดการป่าชุมชน การก าหนดขนาดของพ้ืนที่และสัดส่วนการใช้ประโยชน์ภายในพ้ืนที่ ป่าชุมชนให้ค านึงถึงสภาพภูมิประเทศ ขนาดของชุมชน และศักยภาพของชุมชนที่มีความสามารถใน การจัดการป่าชุมชนด้วย การก าหนดขนาดของพ้ืนที่ป่าชุมชนและสัดส่วนการใช้ประโยชน์ภายในพ้ืนที่ป่าชุมชนตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการนโยบายก าหนด มาตรา ๓๒ ชุมชนท้องที่ใดที่อยู่ในอ าเภอเดียวกันกับพ้ืนที่ป่าซึ่งอยู่นอกเขตป่าอนุรักษ์ และ มีความสามารถดูแลรักษาป่านั้นได้ หากประสงค์จะน าพ้ืนที่ป่านั้นมาจัดตั้งเป็นป่าชุมชน ให้บุคคล ในชุมชนนั้นจ านวนตั้งแต่ห้าสิบคนขึ้นไปร่วมกันตั้งตัวแทนเป็นหนังสือเพ่ือยื่นค าขอจัดตั้งป่าชุมชนต่อ ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือในกรณีที่มีคณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดแล้วให้ยื่นต่อคณะกรรมการ ป่าชุมชนประจ าจังหวัดแห่งท้องที่ที่ป่านั้นตั้งอยู่หรือผู้ซึ่งคณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดมอบหมาย บุคคลตามวรรคหนึ่ง ต้องมีอายุตั้งแต่สิบแปดปีขึ้นไปและมีภูมิล าเนาอยู่ในท้องที่อันเป็นที่ตั้ง ของพ้ืนที่ป่าที่ขอจัดตั้งเป็นป่าชุมชนไม่น้อยกว่าห้าปีนับถึงวันที่ยื่นค าขอ ในกรณีที่เป็นการน าพ้ืนที่ป่ามาขอจัดตั้งเป็นป่าชุมชน มิให้น าหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการขอใช้ ประโยชน์ในพ้ืนที่ป่าตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้และกฎหมายว่าด้วยป่าสงวนแห่งชาติมาใช้บังคับ และในกรณี ที่เป็นการน าพ้ืนที่ป่าหรือป่าสงวนแห่งชาติที่เป็นป่าชายเลนมาจัดตั้งเป็นป่าชุมชน จะต้องได้รับความยินยอม จากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งก่อนด้วย ในกรณีที่มีการยื่นค าขอจัดตั้งป่าชุมชนในพ้ืนที่ป่าใดและล่วงพ้นก าหนดระยะเวลาปิดประกาศ หรือเผยแพร่ค าขอจัดตั้งป่าชุมชนนั้นตามมาตรา ๓๕ แล้ว จะมีการยื่นค าขอจัดตั้งป่าชุมชนโดยมีพ้ืนที่ ซ้อนกันทั้งหมดหรือบางส่วนกับพื้นที่ป่าที่ได้มีการยื่นค าขอไว้ก่อนแล้วอีกมิได้ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอจัดตั้ งป่าชุมชนและการอนุมัติให้จัดตั้งป่าชุมชน ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการนโยบายก าหนด มาตรา ๓๓ ค าขอตามมาตรา ๓๒ และเอกสารหรือหลักฐานประกอบค าขออย่างน้อย ต้องมีรายการ ดังต่อไปนี้ (๑) วัตถุประสงค์ของป่าชุมชน ้หนา ๘๒ ่เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๗๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๒ (๒) รายชื่อและประวัติโดยสังเขปของผู้ขอจัดตั้งป่าชุมชน ซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะ ต้องห้ามการเป็นสมาชิกป่าชุมชนตามระเบียบที่คณะกรรมการนโยบายก าหนดตามมาตรา ๔๒ วรรคสอง (๓) รายชื่อคณะกรรมการจัดการป่าชุมชนซึ่งเลือกตั้งจากผู้ขอจัดตั้งป่าชุมชนตาม (๒) โดยมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามการเป็นกรรมการจัดการป่าชุมชนตามระเบียบที่คณะกรรมการ นโยบายก าหนดตามมาตรา ๔๒ วรรคสอง (๔) ความเป็นมาของชุมชนโดยสังเขป สภาพพ้ืนที่ที่ขอจัดตั้งป่าชุมชนและแผนที่สังเขปแสดง อาณาเขตและเขตติดต่อ (๕) แผนจัดการป่าชุมชนซึ่งต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของป่าชุมชน มีการก าหนดบริเวณ เพ่ือการอนุรักษ์และบริเวณเพ่ือการใช้ประโยชน ์ หรือบริเวณเพ่ือการอนุรักษ์เพียงอย่างเดียว ให้สอดคล้องกบั สภาพภูมิประเทศและสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนในชุมชน รวมทั้งแสดงให้เห็นถึงแผนและวิธีด าเนิน การอนุรักษ์ ฟ้ืนฟู พัฒนา หรือควบคุมดูแลสภาวะแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ และ การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในป่าชุมชนอย่างยั่งยืน โดยต้องไม่ท าให้เกิดการสูญเสียสภาพ ความเป็นป่าทั้งในบริเวณเพื่อการอนุรักษ์และบริเวณเพื่อการใช้ประโยชน์ (๖) รายการอื่นตามที่คณะกรรมการนโยบายก าหนด มาตรา ๓๔ ให้ส านักจัดการทรัพยากรป่าไม้แห่งท้องที่ที่อธิบดีมอบหมาย ตรวจสอบค าขอ จัดตั้งป่าชุมชนและเอกสารหรือหลักฐานประกอบค าขอให้แล้วเสร็จภายในสิบวันนับแต่วันที่ได้รับค าขอ ในกรณีที่ค าขอจัดตั้งป่าชุมชนและเอกสารหรือหลักฐานประกอบค าขอไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน ให้ส านักจัดการทรัพยากรป่าไม้แห่งท้องที่แจ้งให้ผู้ยื่นค าขอจัดตัง้ป่าชุมชนแก้ไขเพิ่มเติมค าขอ หรือจัดส่ง เอกสารหรือหลักฐานให้ถูกต้องและครบถ้วนภายในระยะเวลาที่ก าหนดซึ่งต้องไม่น้อยกว่าสามสิบวัน ในกรณีที่ผู้ยื่นค าขอจัดตั้งป่าชุมชนไม่แก้ไขเพ่ิมเติมค าขอ หรือไม่จัดส่ งเอกสารหรือหลักฐาน ให้ถูกต้องและครบถ้วนภายในระยะเวลาตามวรรคสอง ให้ถือว่าค าขอจัดตั้งป่าชุมชนนั้นเป็นอันยกเลิก นับแต่วันที่พ้นก าหนดระยะเวลาดังกล่าว และให้ส านักจัดการทรัพยากรป่าไม้แห่งท้องที่แจ้งเป็นหนังสือ ให้ผู้ยื่นค าขอจัดตั้งป่าชุมชนทราบ มาตรา ๓๕ ให้ส านักจัดการทรัพยากรป่าไม้แห่งท้องที่ตรวจสอบและรังวัดพ้ืนที่ที่ขอจัดตั้ง ป่าชุมชน พร้อมทั้งจัดท าแผนที่แสดงแนวเขตของป่าชุมชนท่ีขอจัดตั้งให้แล้วเสรจ็ภายในสี่สิบห้าวันนบัแต่ วันที่ค าขอจัดตั้งป่าชุมชนและเอกสารหรือหลักฐานถูกต้องและครบถ้วนโดยกรณีที่พบว่าพ้ืนที่บริเวณใด เป็นพ้ืนที่ที่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐ หรือบุคคลใดได้รับอนุญาตเข้าท าประโยชน์ พ้ืนที่ ที่กรมป่าไม้ใช้หรือจัดการหรอืประกาศเปน็พื้นทีว่ิจัยหรอืจัดการใด ๆ หรือที่ดินที่บคุคลได้มาตามประมวล กฎหมายที่ดิน ให้กันบริเวณดังกล่าวออกจากพ้ืนที่ที่จะขอจัดตั้งป่าชุมชน ้หนา ๘๓ ่เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๗๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ให้ส านักจัดการทรัพยากรป่าไม้แห่งท้องที่ปิดประกาศค าขอจัดตัง้ป่าชุมชนพร้อมทั้งแผนที่แสดง แนวเขตของป่าชุมชนที่ขอจัดตั้งไว้ในที่เปิดเผย ณ ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอ าเภอ และที่ท าการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แห่งท้องที่ที่พ้ืนที่ป่าที่ขอจัดตั้งป่าชุมชนตั้งอยู่หรือสถานที่อื่น หรือเผยแพร่ โดยวิธีการอื่นตามที่คณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวดัเห็นสมควรเปน็ระยะเวลาไม่น้อยกว่าสามสิบวัน การจัดท าแผนที่แสดงแนวเขตป่าชุมชนตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีก าหนด มาตรา ๓๖ ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐใด หรือบุคคลซึ่งอยู่ระหว่าง ยื่นค าขอท าประโยชน์ในพ้ืนที่ป่าที่ขอจัดตั้งป่าชุมชน หรือบุคคลตามมาตรา ๓๕ ไม่ว่าจะอยู่ในท้องที่อันเป็น ที่ตั้งของพ้ืนที่ที่ประสงค์จะจัดตั้งเป็นป่าชุมชนนั้นหรือไม่ มีสิทธิท าหนังสือแสดงข้อคัดค้านการขอจัดตั้ง ป่าชุมชนต่อคณะกรรมการปา่ชุมชนประจ าจังหวดัภายในก าหนดระยะเวลาปิดประกาศหรือเผยแพร่ค าขอ จัดตั้งป่าชุมชนตามมาตรา ๓๕ ในกรณีที่ระยะเวลาการปิดประกาศหรือเผยแพร่ค าขอมิได้ครบก าหนด ในวันเดียวกัน ให้นับจากวันที่ครบก าหนดหลังสุดเป็นเกณฑ์ มาตรา ๓๗ ให้ส านักจัดการทรัพยากรป่าไม้แห่งท้องที่พิจารณาข้อคัดคา้นการจัดตั้งปา่ชมุชน ตามมาตรา ๓๖ และจัดท ารายงานผลการตรวจสอบค าขอจัดตั้งป่าชุมชน แผนที่แสดงแนวเขตของ ป่าชุมชน และความเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมในการจัดตั้งป่าชุมชนนั้นเสนอคณะกรรมการป่าชุมชน ประจ าจังหวัดพิจารณาภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่ครบก าหนดระยะเวลาการปิดประกาศหรือเผยแพร่ ค าขอจัดตั้งป่าชุมชนตามมาตรา ๓๕ รายงานผลการตรวจสอบค าขอจัดตั้งป่าชุมชนตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการ นโยบายก าหนด มาตรา ๓๘ ให้คณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดพิจารณาค าขอจัดตัง้ป่าชุมชน แผนจัดการ ป่าชุมชน และรายงานผลการตรวจสอบ ให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับรายงานผล การตรวจสอบตามมาตรา ๓๗ ในกรณีที่คณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดเห็นว่าแผนจัดการป่าชุมชนไม่ถูกต้องหรือ ไม่เหมาะสม ให้แจ้งให้ผู้ยื่นค าขอจัดตั้งป่าชุมชนแก้ไขแผนจัดการป่าชุมชนได้ โดยต้องแก้ไขให้แล้วเสร็จ ภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากคณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัด ในกรณีที่มิได้แก้ไขแผนจัดการป่าชุมชนให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่ก าหนดตามวรรคสอง ให้ถือเป็นเงื่อนไขที่คณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดจะไม่พิจารณาอนุมัติให้จัดตั้งป่าชุมชนได้ มาตรา ๓๙ เมื่อคณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดมีมติให้จัดตั้งป่าชุมชนตามค าขอ ทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน หรือโดยก าหนดเงื่อนไข หรือมีมติไม่ให้จัดตั้งป่าชุมชนแล้วให้คณะกรรมการ ้หนา ๘๔ ่เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๗๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ป่าชุมชนประจ าจังหวัดมีหนังสือแจ้งมติดังกล่าวให้ผู้ยื่นค าขอจัดตั้งป่าชุมชนผู้มีหนังสือคัดค้าน และ อธิบดี ทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่คณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดมีมติ ผู้ขอจัดตั้งป่าชุมชนหรือผู้มีหนังสือคัดค้านมีสิทธิอุทธรณ์มติของคณะกรรมการป่าชุมชนประจ า จังหวัดต่อคณะกรรมการนโยบายภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งมติตามวรรคหนึ่ง ในกรณีที่อธิบดีไม่เห็นด้วยกับมติของคณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัด ให้เสนอความเห็นต่อ คณะกรรมการนโยบายพิจารณาภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งมติตามวรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการนโยบายพิจารณาอุทธรณ์ตามวรรคสองหรือความเห็นของอธิบดีตามวรรคสาม ให้แล้วเสร็จภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์หรือความเห็นของอธิบดี ค าวินิจฉัยของคณะกรรมการ นโยบายให้เป็นที่สุด และให้คณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดปฏิบัติให้เป็นไปตามค าวินิจฉัยดังกล่าว หนังสือแจ้งของคณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวดั ค าอุทธรณ์ของผู้ขอจัดตัง้ป่าชุมชน หรือ ผู้มีหนังสือคัดค้าน ความเห็นของอธิบดี และค าวินิจฉัยของคณะกรรมการนโยบายต้องแสดงเหตุผล โดยชัดแจ้ง มาตรา ๔๐ ในกรณีที่คณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดมีมติอนุมัติแผนจัดการป่าชุมชน และให้จัดตั้งป่าชุมชนได้ โดยอธิบดีเห็นด้วยกับมติของคณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดตามมาตรา ๓๙ วรรคหนึ่ง และปรากฏว่าไม่มีการอุทธรณ์จนพ้นก าหนดระยะเวลาอุทธรณ์ตามมาตรา ๓๙ วรรคสอง หรือในกรณีที่คณะกรรมการนโยบายพิจารณาความเห็นที่ได้รับจากอธิบดีตามมาตรา ๓๙ วรรคสาม หรือพิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา ๓๙ วรรคสองแล้วมีค าวินิจฉัยให้จัดตั้งป่าชุมชนได้ ให้อธิบดี ประกาศการอนุมัติจัดตั้งป่าชุมชนในราชกิจจานุเบกษา โดยมีสาระส าคัญตามที่ก าหนดในระเบียบของ คณะกรรมการนโยบาย และให้มีแผนที่แสดงแนวเขตของป่าชุมชนนั้นแนบท้ายประกาศด้วย การจัดตั้งป่าชุมชนมีผลเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว มาตรา ๔๑ ในระหว่างระยะเวลาปิดประกาศหรือเผยแพร่ค าขอจัดตั้งป่าชุมชนตามมาตรา ๓๕ หากปรากฏว่ามีการยื่นค าขอจัดตั้งป่าชุมชนในพ้ืนที่ป่าแห่งเดียวกันมากกว่าหนึ่งค าขอ โดยแต่ละค าขอ ระบุเขตป่าชุมชนที่จะขอจัดตั้งซ้อนพ้ืนที่กันทั้งหมดหรือบางส่วน ให้ส านักจัดการทรัพยากรป่าไม้แห่งท้องที่ ระงับการพิจารณาค าขอจัดตั้งป่าชุมชนที่มีพ้ืนที่ซ้อนกันนั้นและแจ้งให้ผู้ยื่นค าขอจัดตั้งป่าชุมชนดังกล่าว ท าความตกลงร่วมกันเกี่ยวกับพื้นที่ที่ขอจัดตั้งป่าชุมชน องค์ประกอบของคณะกรรมการจัดการป่าชุมชน แผนจัดการป่าชุมชน และรายละเอียดต่าง ๆ ที่ระบุไว้ในค าขอจัดตั้งป่าชุมชน ทั้งนี้ จะต้องด าเนินการ ให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากส านักจัดการทรัพยากรป่าไม้แห่งท้องที่ ้หนา ๘๕ ่เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๗๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ในกรณีที่ผู้ย่ืนค าขอจัดตั้งป่าชมุชนตามวรรคหนึ่งท าความตกลงรว่มกนัได้โดยขอถอนค าขอจดัตัง้ ป่าชุมชน คงเหลือค าขอจัดตั้งป่าชุมชนเพียงค าขอเดียว ให้ส านักจัดการทรัพยากรป่าไม้แห่งท้องที่พิจารณา ค าขอจัดตั้งป่าชุมชนนั้นต่อจากขั้นตอนที่ระงับการพิจารณาไว้ และจ าหน่ายค าขอจัดตั้งป่าชุมชนที่ผู้ยื่น ค าขอจัดตั้งป่าชุมชนขอถอนออกจากสารบบ ในกรณีที่ผู้ยื่นค าขอจัดตั้งป่าชุมชนตามวรรคหนึ่งท าความตกลงร่วมกันได้ และขอถอนค าขอ จัดตั้งป่าชุมชนที่ยื่นไว้เพ่ือร่วมกันจัดท าค าขอจัดตั้งป่าชุมชนเป็นค าขอเดียว ให้ส านักจัดการทรัพยากรป่าไม้ แห่งท้องที่จ าหน่ายค าขอจัดตั้งป่าชุมชนที่ระงับการพิจารณาไว้ออกจากสารบบ ในกรณีที่ผู้ยื่นค าขอจัดตั้งป่าชุมชนไม่สามารถด าเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่ก าหนด ตามวรรคหนึ่ง ให้ส านักจัดการทรัพยากรป่าไม้แห่งท้องที่จ าหน่ายค าขอจัดตั้งป่าชุมชนที่ระงับการพิจารณาไว้ ออกจากสารบบ หมวด ๕ การจดัการป่าชมุชน มาตรา ๔๒ เมื่อได้ประกาศการจัดตั้งป่าชุมชนแล้ว ให้ผู้ซึ่งมีรายชื่ออยู่ในบัญชีตามมาตรา ๓๓ (๒) เป็นสมาชิกป่าชุมชน และ (๓) เป็นคณะกรรมการจัดการป่าชุมชน ประเภท คุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของสมาชิกป่าชุมชนและกรรมการจัดการป่าชุมชน การแก้ไขเปลี่ยนแปลงสมาชิกป่าชุมชน การเลือกตั้งคณะกรรมการจัดการป่าชุมชน องค์ประกอบและ จ านวนกรรมการ วาระการด ารงต าแหน่ง การพ้นจากต าแหน่ง การด ารงต าแหน่งแทนกรรมการจัดการ ป่าชุมชนที่พ้นจากต าแหน่งก่อนครบวาระ ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการนโยบายก าหนด มาตรา ๔๓ การจัดการป่าชุมชน ให้กระท าโดยคณะกรรมการจัดการป่าชุมชนร่วมกับ สมาชิกป่าชุมชน ซึ่งต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของป่าชุมชนและแผนจัดการป่าชุมชนที่ไดร้ับอนุมัติจาก คณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัด ทั้งนี้ การแสดงเจตนาของคณะกรรมการจัดการป่าชุมชนให้กระท า โดยมติคณะกรรมการจัดการป่าชุมชน มาตรา ๔๔ ให้คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนมีหน้าที่และอ านาจ ดังต่อไปนี้ (๑) ร่วมมือกับพนักงานเจ้าหน้าที่ในการจัดใหม้ีหลักเขต ป้าย หรือเครื่องหมายอื่นตามมาตรา ๔๙ (๒) ออกข้อบังคับเกี่ยวกับการจัดการป่าชุมชน หลักเกณฑ์การรับบุคคลเป็นสมาชิก ป่าชุมชน และการจัดการทรัพย์สินส่วนกลางของป่าชุมชน ทั้งนี้ ต้องไม่ขัดหรือแย้งกับระเบียบของ คณะกรรมการนโยบาย ้หนา ๘๖ ่เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๗๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๒ (๓) ดูแลรักษาป่าชุมชน บ ารุงและฟ้ืนฟูป่าชุมชน ส่งเสริมการศึกษาเรียนรู้และสร้างจิตส านึก เกี่ยวกับการอนุรักษ์และฟ้ืนฟูทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพใน ป่าชุมชน และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ป่าชุมชน (๔) ดูแลรักษาทรัพย์สินส่วนกลางของป่าชุมชน รวมทั้งจัดท าบัญชีทรัพย์สินส่วนกลางของ ป่าชุมชนตามหลักเกณฑ์ที่อธบิดกี าหนด และรายงานให้คณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดทราบทุกปี (๕) ดูแลให้สมาชิกป่าชุมชนปฏิบัติหน้าที่ที่ก าหนดตามพระราชบัญญัตินี้ (๖) สั่งให้ผู้หนึ่งผู้ใดที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับตาม (๒) ออกจากป่าชุมชน หรือ ให้กระท าการหรืองดเว้นกระท าการใด ๆ ในเขตป่าชุมชน เพ่ือให้เป็นไปตามข้อบังคับตาม (๒) หรือ พระราชบัญญัตินี้ (๗) ไกล่เกลี่ยหรือประนีประนอมเมื่อเกิดความขัดแย้งในการจัดการป่าชุมชน (๘) ช่วยเหลือพนักงานเจ้าหน้าที่ ในกรณีที่มีการจับกุมปราบปรามผู้กระท าความผิด ตามพระราชบัญญัตินี้ (๙) มีมติรับบุคคลเป็นสมาชิกป่าชุมชน หรือมีมติด้วยคะแนนเสียงจ านวนไม่น้อยกว่าสามในสี่ ให้สมาชิกป่าชุมชนพ้นจากการเป็นสมาชิกป่าชุมชน (๑๐) ด าเนินการตามที่เห็นสมควรเพ่ือป้องกันหรือบรรเทาความเสียหายแก่ป่าชุมชน (๑๑) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่ก าหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ หรือตามที่คณะกรรมการนโยบาย หรือคณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดก าหนดให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการจัดการป่าชุมชน การออกข้อบังคับตาม (๒) ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดก่อน ในกรณีที่คณะกรรมการจัดการป่าชมุชนหรือกรรมการจัดการป่าชุมชนฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติหนา้ที่ ตามพระราชบัญญัตินี้ คณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดจ านวนไม่น้อยกว่าสามในสี่ของคณะกรรมการ ป่าชุมชนประจ าจังหวัดทั้งหมดเท่าที่มีอยู่อาจมีมติให้กรรมการจัดการป่าชุมชนทั้งคณะหรือกรรมการ จัดการป่าชุมชนที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหน้าที่พ้นจากการเป็นกรรมการจัดการป่าชุมชน และมิให้ผู้นั้น กลับมาเป็นกรรมการจัดการป่าชุมชนอีก มาตรา ๔๕ สมาชิกป่าชุมชนมีหน้าที่ในการดูแลรักษาป่าชุมชน ดังต่อไปนี้ (๑) ปฏิบัติตามระเบียบของคณะกรรมการนโยบาย ข้อบังคับของคณะกรรมการจัดการป่าชุมชน และแผนจัดการป่าชุมชน (๒) ร่วมมือกับทางราชการในการดูแลรักษาป่าชุมชน สัตว์ป่า และทรัพยากรธรรมชาติใน ป่าชุมชน ้หนา ๘๗ ่เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๗๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๒ (๓) ร่วมมือกับคณะกรรมการจัดการป่าชุมชนในการอนุรักษ์และฟ้ืนฟูทรัพยากรธรรมชาติใน ป่าชุมชน สมาชิกป่าชุมชนที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตนิี้ คณะกรรมการจัดการป่าชุมชน จ านวนไม่น้อยกว่าสามในสี่ของคณะกรรมการจัดการป่าชุมชนทั้งหมดเท่าที่มีอยู่อาจมีมติให้สมาชิก ป่าชุมชนผู้นั้นพ้นจากการเป็นสมาชิกป่าชุมชนได้ มาตรา ๔๖ แผนจัดการป่าชมุชนที่คณะกรรมการป่าชมุชนประจ าจังหวดัอนุมตัิแล้วให้ใช้บงัคบัได้ เป็นเวลาห้าปี ให้คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนเสนอแผนจัดการป่าชุมชนต่อคณะกรรมการป่าชุมชนประจ า จังหวัดพิจารณาอนุมัติก่อนแผนจัดการป่าชุมชนเดิมหมดอายุไม่น้อยกว่าหกเดือน ในการพิจารณาแผนจัดการป่าชุมชน หากคณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดเห็นว่าแผนจัดการ ป่าชุมชนไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม ให้แจ้งให้คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนแก้ไขแผนจัดการป่าชุมชน ดังกล่าวภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากคณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัด ในกรณีที่คณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดไม่อนุมัติแผนจัดการป่าชุมชนตามวรรคสอง ให้น าความในมาตรา ๓๙ ในส่วนที่เกี่ยวกับการอุทธรณ์มติและการพิจารณาอุทธรณ์มาใช้บังคับโดยอนุโลม ในกรณีที่คณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดอนุมัติแผนจัดการป่าชุมชนใหม่แล้ว ให้น า แผนจัดการป่าชุมชนดังกล่าวมาใช้บังคับถัดจากวันที่แผนจัดการป่าชุมชนเดิมหมดอายุลงหรือในวันที่ คณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดก าหนด แล้วแต่กรณี ในระหว่างที่แผนจัดการป่าชุมชนเดิมหมดอายุลง ถ้าคณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัด ยังไม่อนุมัติแผนจัดการป่าชุมชนใหม่ ให้น าแผนจัดการป่าชุมชนเดิมมาใช้ต่อไปจนกว่าจะมีการอนุมัติ แผนจัดการป่าชุมชนใหม่ มาตรา ๔๗ ในกรณีที่คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนประสงค์จะปรับปรุงแผนจัดการป่าชุมชน ในระหว่างที่แผนจัดการป่าชุมชนยังไม่หมดอายุ ให้คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนเสนอแผนจัดการ ป่าชุมชนที่ปรับปรุงแล้วต่อคณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดพิจารณาอนุมัติ และให้น าความใน มาตรา ๔๖ วรรคสามและวรรคสี่ มาใช้บังคับโดยอนุโลม เมื่อคณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดอนุมัติแผนจัดการป่าชุมชนที่ปรับปรุงแล้ว ให้น า แผนจัดการป่าชุมชนดังกล่าวมาใช้บังคับแทนแผนจัดการป่าชุมชมเดิมในวันที่คณะกรรมการป่าชุมชนประจ า จังหวัดก าหนด ้หนา ๘๘ ่เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๗๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๒ มาตรา ๔๘ ในกรณีที่มีเหตุอันสมควร คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนอาจขอขยายเขตป่าชุมชน หรือขอให้เพิกถอนป่าชุมชนทั้งหมดหรือบางส่วนได้ แต่ต้องแสดงเหตุผลและรายละเอียดโดยชัดแจ้ง ในกรณีที่เป็นการขอขยายเขตป่าชุมชน ให้น าความในมาตรา ๓๒ มาตรา ๓๓ มาตรา ๓๔ มาตรา ๓๕ มาตรา ๓๖ มาตรา ๓๗ มาตรา ๓๘ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ และมาตรา ๔๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม ในกรณีที่เป็นการขอเพิกถอนป่าชุมชนบางส่วน เมื่ออธิบดีมีค าสั่งให้เพิกถอนป่าชุมชน ตามมาตรา ๗๘ แล้ว ให้คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนปรับปรุงแผนจัดการป่าชุมชนให้สอดคล้องกับ พ้ืนที่ของป่าชุมชนที่ลดลง และเสนอคณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดพิจารณาอนุมัติภายในหกสิบวัน นับแต่วันที่อธิบดีมีค าสั่ง และให้น าความในมาตรา ๔๗ มาใช้บังคับโดยอนุโลม มาตรา ๔๙ พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องจัดให้มีหลักเขต ป้าย หรือเครื่องหมายอื่นแสดงแนวเขต ป่าชุมชน บริเวณเพื่อการอนุรักษ์ และบริเวณเพื่อการใช้ประโยชน์ไว้โดยรอบเพ่ือให้ประชาชนเห็นได้ว่า เป็นเขตป่าชุมชน รวมทั้งต้องจัดให้มีการซ่อมแซมหลักเขต ป้าย หรือเครื่องหมายอื่นที่ช ารุด เสียหาย หรือสูญหายด้วย และคณะกรรมการจัดการป่าชุมชนและสมาชิกป่าชุมชนต้องให้ความร่วมมือใน การด าเนินการนี้ด้วย หลักเกณฑ์ วิธีการ และรูปแบบ ในการจัดให้มีหลักเขต ป้าย หรือเครื่องหมายอื่นตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีก าหนด มาตรา ๕๐ ภายในป่าชุมชน สมาชิกป่าชุมชนมีสิทธิเข้าป่าชุมชนเพ่ือการพักผ่อนหย่อนใจ และมีสิทธิใช้ประโยชน์จากผลผลิตและบริการป่าชุมชนซึ่งต้องสอดคล้องกับแผนจัดการป่าชุมชนที่ คณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดอนุมัติ ในกรณีดังต่อไปนี้ (๑) การเก็บหาของป่าในป่าชุมชน (๒) การใช้ประโยชน์จากไม้ให้ท าได้ในบริเวณเพื่อการใช้ประโยชน์ โดยต้องไม่ใช้ประโยชน์จาก ไม้ทรงคุณค่าที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และให้ท าได้ตามความจ าเป็นเพียงเฉพาะเพ่ือใช้สอยในครัวเรือน ของสมาชิกป่าชุมชน หรือใช้ในกิจกรรมสาธารณะภายในชุมชนนั้น (๓) การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอื่นในป่าชุมชนให้ท าได้ตามความจ าเป็นต่อ การอุปโภคบริโภคในครัวเรือนของสมาชิกป่าชุมชน หรือใช้ในกิจกรรมสาธารณะภายในชุมชนนั้น การใช้ประโยชน์จากผลผลิตและบริการป่าชุมชนตามวรรคหนึ่ง ต้องเป็นไปอย่างสมดุลและยั่งยืน ไม่ท าลายความหลากหลายทางชีวภาพ หรือส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในป่าชุมชน และให้เป็นไป ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามระเบียบที่คณะกรรมการนโยบายก าหนด โดยระเบียบดังกล่าว ้หนา ๘๙ ่เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๗๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๒ จะก าหนดข้อห้ามการใช้ประโยชน์จากผลผลิตและบริการป่าชุมชนชนิดหรือประเภทใด หรือก าหนด ให้การใช้ประโยชน์จากผลผลิตและบริการป่าชุมชนชนิดใด ประเภทใด หรือกรณีใด ต้องได้รับอนุญาตเป็น หนังสือจากคณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดด้วยก็ได้ มาตรา ๕๑ คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนและสมาชิกป่าชุมชนอาจใช้ประโยชน์จากป่าชุมชน เพ่ือส่งเสริมการศึกษาเรียนรู้และสร้างจิตส านึกเกี่ยวกับการอนุรักษ์และฟ้ืนฟูทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมในป่าชุมชน รวมทั้งการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โดยชุมชนได้ ทั้งนี้ ภายใต้แผนจัดการป่าชุมชน ที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัด ในการใช้ประโยชน์จากป่าชุมชนตามวรรคหนึ่ง ห้ามมิให้กระท าการ ดังต่อไปนี้ (๑) กระท าการใด ๆ ที่เป็นการเสื่อมสภาพแก่ป่าชุมชน หรือท าให้เสียหายหรือท าลาย ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ (๒) การกระท าอื่นใดตามระเบียบที่คณะกรรมการนโยบายก าหนด มาตรา ๕๒ ในกรณีที่คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนหรือสมาชิกป่าชุมชนมีความจ าเป็น ต้องใช้ประโยชน์จากไม้ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในป่าชุมชนเพ่ือบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายอันเนื่องมาจาก ประสบเหตุภัยพิบัติสาธารณะหรือมีเหตุจ าเป็นเพ่ือช่วยเหลือราษฎรเป็นกรณีพิเศษ ต้องได้รับอนุญาต เป็นหนังสือจากคณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัด หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขออนุญาตและการอนุญาต ให้เป็นไปตามระเบียบที่ คณะกรรมการนโยบายก าหนด มาตรา ๕๓ บุคคลที่มิใช่สมาชิกป่าชุมชนมีสิทธิเข้าป่าชุมชนเพ่ือการศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับ การอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พักผ่อนหย่อนใจ และเก็บหาของป่าได้เฉพาะ เท่าที่ก าหนดในข้อบังคับเกี่ยวกับการจัดการป่าชุมชนตามมาตรา ๔๔ (๒) มาตรา ๕๔ บรรดาไม้และของป่าที่ได้มาจากป่าชุมชนตามแผนจัดการป่าชุมชนที่คณะกรรมการ ป่าชุมชนประจ าจังหวดัอนมุัต ิ หรือตามหลักเกณฑ์ท่ีพระราชบัญญัตนิี้ก าหนดไว ้ ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนยีม ค่าภาคหลวง หรือค่าใช้จ่ายในการบ ารุงป่า มาตรา ๕๕ เงินค่าปรับที่ได้รับตามพระราชบัญญัตินี้อันเกิดจากการกระท าความผิดใน ป่าชุมชนแห่งใด ให้หักไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการจัดการป่าชุมชนนั้นเป็นจ านวนร้อยละห้าสิบของเงินคา่ปรบั ดังกล่าว ส่วนที่เหลือให้น าส่งเป็นรายได้แผ่นดิน ทั้งนี้ ตามระเบียบที่อธิบดีก าหนดโดยความเห็นชอบ ของกระทรวงการคลัง ้หนา ๙๐ ่เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๗๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๒ มาตรา ๕๖ เพ่ือเป็นการสนับสนุนการจัดการป่าชุมชนให้เกิดความยั่งยืน คณะกรรมการนโยบาย มีอ านาจก าหนดอัตราและวางระเบียบเกี่ยวกับการให้คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ค่าตอบแทน หรือค่าบริการ จากบุคคลที่มิใช่สมาชิกป่าชุมชนเนื่องในการใช้ประโยชน์จากป่าชุมชนก็ได้ เงินที่เก็บได้ตามวรรคหนึ่ง เงินค่าปรับตามมาตรา ๕๕ เงินที่มีผู้บริจาค เงินสนับสนุนจากรัฐบาล และเงินรายได้อื่น ๆ ให้ตกเป็นของทรัพย์สินส่วนกลางของป่าชุมชนและเก็บรักษาไว้ใช้จ่ายในการจัดการ ป่าชุมชน หรือตามวัตถุประสงค์ของผู้บริจาค ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการนโยบาย ก าหนด มาตรา ๕๗ ให้คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนมีอ านาจท านิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สิน ส่วนกลางของป่าชุมชนและด าเนินคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนกลางของป่าชุมชนได้ การท านิติกรรมและการด าเนินคดีตามวรรคหนึ่ง ให้กระท าโดยมติของคณะกรรมการจัดการ ป่าชุมชนจ านวนเกินกึ่งหนึ่งของกรรมการจัดการป่าชุมชนทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ และเมื่อคณะกรรมการมีมติ เป็นประการใดแล้ว จะมอบอ านาจเป็นหนังสือให้กรรมการคนใดคนหนึ่งท านิติกรรมและด าเนินคดี เกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนกลางของป่าชุมชนแทนคณะกรรมการจัดการป่าชุมชนก็ได้ มาตรา ๕๘ ผู้ใดฝ่าฝืนพระราชบัญญัตนิี้ หรือระเบียบหรอืข้อบังคับที่ออกตามพระราชบญัญตันิี้ และก่อให้เกิดความเสียหายแก่สัตว์ พืช ทรัพยากรธรรมชาติ หรือสิ่งแวดล้อมในป่าชุมชน ให้กรมป่าไม้ มีอ านาจฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทน ดังต่อไปนี้ (๑) ค่าใช้จ่ายที่รัฐได้จ่ายไปในการเคลื่อนย้ายสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสียหายหรือกระท าให้สิ่งนั้น หมดสภาพความเป็นอันตรายหรือความเป็นพิษ ตลอดจนการน าเอาของนั้นมาเก็บ กัก หรือรักษาไว้ (๒) ค่าใช้จ่ายที่รัฐได้จ่ายไปในการท าให้ทรัพยากรธรรมชาติกลับคืนสู่สภาพเดิม (๓) ค่าใช้จ่ายที่รัฐได้จ่ายไปในการช่วยเหลือเยียวยาบุคคลหรือทรัพย์สิ นของบุคคลอื่น เนื่องในความเสียหายนั้น (๔) ค่าด าเนินงานต่าง ๆ ของรัฐในการประเมินความเสียหายและประเมินค่าใช้จ่ายใน การเยียวยาผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพของบุคคล (๕) ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่รัฐได้จ่ายในการด าเนินการใด ๆ เพ่ือให้ได้รับค่าสินไหมทดแทน ตามกฎหมาย (๖) มูลค่าของทรัพยากรธรรมชาติที่เสียหาย ้หนา ๙๑ ่เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๗๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ในกรณีที่คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนได้ออกค่าใช้จ่ายในการด าเนินการส่วนใดตามวรรคหนึ่ง หรือในกรณีที่การกระท าหรือละเว้นกระท าการใดตามวรรคหนึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่สมาชิก ป่าชุมชนในการใช้ประโยชน์จากผลผลิตและบริการป่าชุมชน ให้คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนมีอ านาจ เข้าเป็นโจทก์ร่วมกับกรมป่าไม้หรือมีอ านาจฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ มาตรา ๕๙ ให้น าความในมาตรา ๕๘ มาใช้บังคับแก่ผู้กระท าการหรือละเว้นกระท าการใด ๆ ไม่ว่าโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อหรือไมก่็ตาม และก่อให้เกิดความเสียหายแก่สัตว์ พืช ทรัพยากรธรรมชาติ หรือสิ่งแวดล้อมในป่าชุมชน โดยอนุโลม มาตรา ๖๐ ในการด าเนินคดีตามมาตรา ๕๗ มาตรา ๕๘ และมาตรา ๕๙ คณะกรรมการ จัดการป่าชุมชนอาจขอให้พนักงานอัยการด าเนินคดีให้ก็ได้ และให้ได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง มาตรา ๖๑ ในกรณีที่เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินส่วนกลางของป่าชุมชนและคณะกรรมการ จัดการป่าชุมชนมิได้ด าเนินการฟ้องคดี ให้อธิบดีมีอ านาจส่งเรื่องให้พนักงานอัยการพิจารณาฟ้องคดีดังกล่าว เพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนความเสียหายเพื่อจ่ายให้เป็นทรัพย์สินส่วนกลางของป่าชุมชนนั้นได้ มาตรา ๖๒ บทบัญญัติในมาตรา ๕๘ และมาตรา ๕๙ ไม่เป็นการลบล้างหรือจ ากัดหน้าที่ และความรับผิดที่บุคคลมีอยู่ตามบทบัญญัติของกฎหมายอื่น และไม่เป็นการตัดอ านาจของผู้มีหน้าที่และ อ านาจตามกฎหมายอื่นที่จะด าเนินการตามหน้าที่และอ านาจของตน หมวด ๖ การควบคมุดแูลปา่ชุมชน มาตรา ๖๓ ภายในป่าชุมชน ห้ามมิให้บุคคลใดกระท าการ ดังต่อไปนี้ (๑) ยึดถือ ครอบครอง หรือใช้เป็นที่อยู่อาศัยหรือที่ท ากิน (๒) ก่นสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ขุดหาแร่ ล่าสัตว์ป่าสงวนหรือสัตว์ป่าคุ้มครองตามกฎหมาย ว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า หรือกระท าการด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่ สภาพป่าชุมชน เว้นแต่เป็นการกระท าของพนักงานเจ้าหน้าที่เพ่ือประโยชน์ในการบ ารุงรักษาและป้องกันหรือ บรรเทาความเสียหายแก่ป่าชุมชน หรือเป็นการกระท าของกรรมการจัดการป่าชุมชน เจ้าหน้าที่ป่าชุมชน หรือสมาชิกป่าชุมชน ตามแผนจัดการป่าชุมชนที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัด (๓) ใช้ประโยชน์จากไม้ เว้นแต่เป็นการกระท าตามมาตรา ๕๐ (๒) หรือมาตรา ๕๒ (๔) ก่อสร้างสิ่งปลูกสร้าง เว้นแต่เป็นการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างที่จ าเป็ นเพ่ือประโยชน์ใน การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการจัดการป่าชุมชนตามมาตรา ๔๔ (๓) เช่น การสร้างหอดูไฟป่า ้หนา ๙๒ ่เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๗๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ฝายชะลอน้ า ที่พักลาดตระเวน หรือศาลาเรียนรู้ โดยสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวต้องมีลักษณะกลมกลืนกับ สภาพแวดล้อม ไม่เป็นการท าลายสภาพธรรมชาติเดิม และต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากคณะกรรมการ ป่าชุมชนประจ าจังหวัดก่อน มาตรา ๖๔ เพ่ือประโยชน์ในการปกป้อง รักษา และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพในป่าชุมชนให้เป็นไปอย่างสมดุลและยั่งยืน ให้เจ้าหน้าที่ป่าชุมชน ซึ่งคณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดแต่งตั้งตามมาตรา ๒๗ มีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (๑) ตรวจสอบพ้ืนที่และตรวจตราดูแลการด าเนินการใช้ประโยชน์จากผลผลิตและบริการ ป่าชุมชนของสมาชิกป่าชุมชนและบุคคลที่มิใช่สมาชิกป่าชุมชน และการด าเนินกิจการต่าง ๆ ในป่าชุมชน (๒) แนะน า ให้ความรู้ และสร้างจิตส านึกแก่บุคคลในชุมชนและบุคคลที่อยู่รอบพ้ืนที่ป่าชุมชน ในการดูแลรักษาและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพใน ป่าชุมชน รวมทั้งรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่น ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมประเพณีในท้องถิ่น (๓) ป้องกันหรือบรรเทาความเสียหายแก่ป่าชุมชน (๔) สนับสนุนการด าเนินงานของคณะกรรมการจัดการป่าชุมชนให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ (๕) รายงานคณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดเมื่อปรากฏว่ามีกรณีจะต้องเพิกถอนป่าชุมชน ทั้งหมดหรือบางส่วน มาตรา ๖๕ ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ป่าชุมชนตามมาตรา ๖๔ หากพบว่ามีผู้กระท า การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ ระเบียบของคณะกรรมการนโยบาย หรือข้อบังคับของ คณะกรรมการจัดการป่าชุมชน และไม่อาจเรียกประชุมคณะกรรมการจัดการป่าชุมชนได้ทัน ให้มีอ านาจสั่ง ให้ผู้นั้นกระท าการหรืองดเว้นการกระท าใด ๆ ในป่าชุมชนได้ หากผู้นั้นไม่ปฏิบัติตามค าสั่ง ให้มีอ านาจสั่ง ให้ผู้นั้นออกจากป่าชุมชน และให้รายงานคณะกรรมการจัดการป่าชุมชนและคณะกรรมการป่าชุมชน ประจ าจังหวัดทราบโดยมิชักช้า มาตรา ๖๖ ผู้ใดจะเข้าไปกระท าการในป่าชุมชน เพ่ือการศึกษา ค้นคว้า วิจัย หรือส ารวจ ความหลากหลายทางชีวภาพ ต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากคณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัด โดยในการอนุญาตอาจก าหนดให้มีการแบ่งปันผลประโยชน์จากการศึกษา ค้นคว้า วิจัย หรือส ารวจนั้น ให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยก็ได้ ทั้งนี้ ตามระเบียบที่คณะกรรมการนโยบายก าหนด ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่การศึกษา ค้นคว้า วิจัย หรือส ารวจทางวิชาการของกรมป่าไม้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง คณะกรรมการจัดการป่าชุมชน เจ้าหน้าที่ป่าชุมชน และพนักงาน เจ้าหน้าที่ แต่ต้องแจ้งให้คณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดทราบและต้องรายงานผลการศึกษาดังกล่าว ให้คณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดทราบด้วย ทั้งนี้ ตามระเบียบที่คณะกรรมการนโยบายก าหนด ้หนา ๙๓ ่เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๗๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ในการศึกษา ค้นคว้า วิจัย หรือส ารวจตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ห้ามมิให้น าทรัพยากรชีวภาพ ออกจากป่าชุมชน เว้นแต่ (๑) ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากคณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัด หรือ (๒) ได้แจ้งให้คณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดทราบ กรณีที่เป็นการด าเนินการโดยกรมป่าไม้ หรือกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง มาตรา ๖๗ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอ านาจ ดงัต่อไปนี้ (๑) เข้าไปในป่าชุมชนเพ่ือตรวจสอบและติดตามผลการด าเนินการเกี่ยวกับป่าชุมชนและ การปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ และในกรณีที่พบว่าคณะกรรมการจัดการป่าชุมชนฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ ตามพระราชบัญญัตินี้ หรือระเบียบหรือข้อบังคับที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้ ให้รายงานผลต่ออธิบดี โดยมิชักช้า (๒) สั่งให้ผู้หนึ่งผู้ใดออกจากป่าชุมชน หรือให้งดเว้นการกระท าใด ๆ ในป่าชุมชน ในกรณีที่มี ข้อเท็จจริงปรากฏหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระท าความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ (๓) ค้นบุคคลหรือยานพาหนะ ในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการกระท าความผิดตาม พระราชบัญญัตินี้ (๔) ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ใช้หรือได้มาจากการกระท าความผิดตามพระราชบัญญัตินี้หรือ หลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการกระท าความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ เพ่ือประโยชน์ในการตรวจสอบและ ด าเนินคดี มาตรา ๖๘ ในการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการจัดการป่าชุมชน เจ้าหน้าที่ป่าชุมชน และ พนักงานเจ้าหน้าที่ ให้บุคคลที่เกี่ยวข้องอ านวยความสะดวกตามสมควร มาตรา ๖๙ ทรัพย์สินที่ยึดไว้ตามมาตรา ๖๗ (๔) ถ้าพนักงานอัยการสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี หรือศาลไม่พิพากษาให้ริบและผู้เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองมิได้ขอรับคืนภายในสองปีนับแต่วนัที่มีค าสัง่ เด็ดขาดไม่ฟ้องคดีหรือวันที่ศาลพิพากษาถึงที่สุด แล้วแต่กรณี ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ทรัพย์สินที่ยึดไว้ตามมาตรา ๖๗ (๔) ถ้าในขณะที่ยึดไม่ปรากฏตัวเจ้าของหรือผู้ครอบครอง และไม่มีผู้ใดมาแสดงตนเป็นเจ้าของเพ่ือขอรับคืนภายในสองปีนับแต่วันยึด ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ทรัพย์สินที่อายัดไว้ตามมาตรา ๖๗ (๔) ถ้าพนักงานอัยการสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีหรือ ศาลไม่พิพากษาให้ริบ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ถอนการอายัดทรัพย์สินนั้นโดยไม่ชักช้า ้หนา ๙๔ ่เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๗๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ในกรณีที่ผู้ต้องหาหรือจ าเลยรายใดถึงแก่ความตาย ให้ทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดไว้ตามมาตรา ๖๗ (๔) ตกเป็นของแผ่นดิน เว้นแต่ภายในสองปีนับแต่วันที่ผู้ต้องหาหรือจ าเลยรายนั้นถึงแก่ความตาย และทายาทของผู้ต้องหาหรือจ าเลยรายนั้นสามารถพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินนั้นไม่เกี่ยวเนื่องกับการกระท า ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้คืนทรัพย์สินนั้นให้แก่ทายาทของผู้ต้องหาหรือจ าเลยรายนั้น การด าเนินการแก่ทรัพย์สินที่ตกเป็นของแผ่นดินตามมาตรานี้ ให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดี ก าหนดโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง มาตรา ๗๐ ในกรณีที่ทรัพย์สินที่ยึดไว้ตามมาตรา ๖๗ (๔) มีสภาพเป็นของสดของเสียได้ หรือในกรณีที่การเก็บรักษาไว้จะเป็นการเสี่ยงต่อความเสียหาย หรือจะเสียค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา เกินค่าแห่งสิ่งของนั้น หรือจะเป็นภาระแก่ทางราชการมากกว่าการน าไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น ให้ด าเนินการ ตามควรแก่กรณีตามวิธีการที่อธิบดีก าหนดก็ได้ ทรัพย์สินที่ยึดไว้ตามวรรคหนึ่ง อาจขายทอดตลาดหรือขายโดยวิธีอื่นตามที่อธิบดีก าหนด ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ด าเนินการดังกล่าว เงินที่ขายได้เมื่อหักค่าใช้จ่ายและค่าภาระที่เกี่ยวข้องแล้วเหลือเงิน จ านวนสุทธิเท่าใดให้ยึดเงินนั้นไว้แทน มาตรา ๗๑ ในการปฏิบัติหน้าที่ ให้กรรมการจัดการป่าชุมชน เจ้าหน้าที่ป่าชุมชน และ พนักงานเจ้าหน้าที่แสดงบัตรประจ าตัวต่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง บัตรประจ าตัวกรรมการจัดการป่าชุมชน เจ้าหน้าที่ป่าชุมชน และพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เป็นไป ตามแบบที่รัฐมนตรีประกาศก าหนด มาตรา ๗๒ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้กรรมการจัดการป่าชุมชน เจ้าหน้าที่ ป่าชุมชน และพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๓ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นพนักงาน ฝ่ายปกครองหรือต ารวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๗๔ ในกรณีที่คณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดพบว่า คณะกรรมการจัดการ ป่าชุมชน กรรมการจัดการป่าชุมชน สมาชิกป่าชุมชน หรือเจ้าหน้าที่ป่าชุมชน กระท าการฝ่าฝืนหรือ ไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ ระเบียบของคณะกรรมการนโยบาย หรือข้อบังคับของคณะกรรมการ จัดการป่าชุมชน คณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดมีอ านาจสั่งการให้คณะกรรมการจัดการป่าชุมชน กรรมการจัดการป่าชุมชน สมาชิกป่าชุมชน หรือเจ้าหน้าที่ป่าชุมชนดังกล่าว กระท าการหรืองดเว้น การกระท าใด ๆ ตามความเหมาะสม ้หนา ๙๕ ่เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๗๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ผู้ได้รับค าสั่งของคณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดตามวรรคหนึ่ง ต้องปฏิบัติตามค าสั่ง ดังกล่าวภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดก าหนด ในกรณีที่ผู้ได้รับค าสั่งของคณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดตามวรรคหนึ่ง ไม่เห็นด้วยกับ ค าสั่งดังกล่าว ให้ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการนโยบายภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับค าสั่ง แล ะ ให้น าความในมาตรา ๓๙ วรรคสี่และวรรคห้า มาใช้บังคับโดยอนุโลม การอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการที่ต้องปฏิบัติตามค าสั่งของคณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัด เว้นแต่คณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัด หรือคณะกรรมการนโยบายจะสั่งเป็นอย่างอื่น การด าเนินการตามมาตรานี้ ไม่กระทบสิทธิกรมป่าไม้ที่จะด าเนินคดีกับคณะกรรมการจัดการ ป่าชุมชน กรรมการจัดการป่าชุมชน สมาชิกป่าชุมชน หรือเจ้าหน้าที่ป่าชุมชน มาตรา ๗๕ อธิบดีมีหน้าที่และอ านาจในการส่งเสริมสนับสนุนและติดตามดูแลการด าเนินงาน ของคณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัด และอาจสั่งให้กรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการ ป่าชุมชนประจ าจังหวัดชี้แจงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของคณะกรรมการ ป่าชุมชนประจ าจังหวัดได้ มาตรา ๗๖ อธิบดีอาจขอให้คณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดกระท าการหรือยับยั้ง การกระท าใด ๆ เพ่ือให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบายหรือมติของคณะรัฐมนตรีและระเบียบของ คณะกรรมการนโยบาย เมื่อคณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดได้รับแจ้งจากอธิบดีตามวรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการ ป่าชุมชนประจ าจังหวัดพิจารณาและแจ้งผลให้อธิบดีทราบภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งค าขอ ในกรณีที่อธิบดีไม่เห็นด้วยกับความเห็นของคณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดที่แจ้ง ตามวรรคสอง ให้อธิบดีน าเสนอคณะกรรมการนโยบายพิจารณาภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งผล และให้น าความในมาตรา ๓๙ วรรคสี่และวรรคห้า มาใช้บังคับโดยอนุโลม มาตรา ๗๗ ในกรณีที่มีการฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้ เป็นเหตุให้มีสิ่งปลูกสร้างขึ้นใหม่หรือ มีสิ่งอื่นใดในป่าชุมชน ให้คณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดมีอ านาจสั่งให้ผู้กระท าการฝ่าฝืนท าลาย หรือรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือสิ่งอื่นใดนั้นออกไปจากป่าชุมชน หรือกระท าการใด ๆ ตามควรแก่กรณี ภายในเวลาที่ก าหนด ในกรณีที่ผู้กระท าการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามค าสั่งตามวรรคหนึ่ง หรือเพ่ือป้องกันหรือบรรเทา ความเสียหายแก่ป่าชุมชน คณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดจะท าลายหรือรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือ ้หนา ๙๖ ่เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๗๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๒ สิ่งอื่นใดนั้น หรือกระท าการใด ๆ ตามควรแก่กรณีเสียเองก็ได้ และผู้กระท าการฝ่าฝืนมีหน้าที่ต้องชดใช้ ค่าใช้จ่ายและเงินเพ่ิมในอัตราร้อยละยี่สิบห้าต่อปีของค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปในการที่คณะกรรมการ ป่าชุมชนประจ าจังหวัดกระท าการเสียเอง หมวด ๗ การเพิกถอนป่าชุมชน มาตรา ๗๘ อธิบดีมีอ านาจสั่งเพิกถอนป่าชุมชนทั้งหมดหรือบางส่วนได้ ในกรณีดังต่อไปนี้ (๑) คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนขอให้เพิกถอนป่าชุมชนตามมาตรา ๔๘ (๒) คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนทอดทิ้งไม่จัดการฟ้ืนฟูป่าชุมชนนั้นต่อไป (๓) คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ หรือระเบียบหรือข้อบังคับ ที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้ อันจะเป็นเหตุให้ป่าชุมชนได้รับความเสียหายหรือมีเหตุไม่ควรไว้วางใจ ให้จัดการป่าชุมชนต่อไป (๔) เมื่อมีเหตุผลความจ าเป็นทางด้านกิจการเพ่ือความมั่นคงของประเทศ โดยความเห็นชอบ ของรัฐมนตรี ในกรณีที่คณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดพบเหตุตาม (๒) หรือ (๓) และเห็นเป็น การสมควรให้เพิกถอนป่าชุมชน ให้คณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดแจ้งต่ออธิบดีเพ่ือสั่งเพิกถอน ป่าชุมชนต่อไป หรือในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่พบเหตุตาม (๒) หรือ (๓) ให้รายงานต่ออธิบดี เพื่อพิจารณาสั่งเพิกถอนป่าชุมชน เมื่ออธิบดีมีค าสั่งเพิกถอนป่าชุมชนแล้ว ให้อธิบดีแจ้งค าสั่งเป็นหนังสือให้คณะกรรมการจัดการ ป่าชุมชนทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีค าสั่ง ในกรณีที่อธิบดีมีค าสั่งเพิกถอนป่าชุมชนเพราะเหตุตาม (๒) (๓) หรือ (๔) คณะกรรมการ จัดการป่าชุมชนมีสิทธิอุทธรณ์ค าสั่งเพิกถอนป่าชุมชนต่อคณะกรรมการนโยบายภายในสี่สิบห้าวันนับแต่ วันที่ได้รับแจ้งค าสั่งจากอธิบด ี และให้น าความในมาตรา ๓๙ วรรคสี่และวรรคห้า มาใช้บังคับโดยอนุโลม ในกรณีที่มีการเพิกถอนป่าชุมชนเพราะเหตุตาม (๒) หรือ (๓) ห้ามมิให้กรรมการจัดการ ป่าชุมชนของป่าชุมชนที่ถูกเพิกถอนนั้นกลับมาเป็นกรรมการจัดการป่าชุมชนตามพระราชบัญญัตินี้อีก การเพิกถอนป่าชุมชนให้มีผลเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วและในกรณีที่เป็นการเพิกถอน ป่าชุมชนบางส่วน ให้มีแผนที่แสดงแนวเขตแนบท้ายประกาศด้วย ้หนา ๙๗ ่เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๗๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๒ มาตรา ๗๙ ป่าชุมชนใดที่ถูกเพิกถอนทั้งหมด ให้คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนของป่าชุมชน ที่ถูกเพิกถอนนั้นตรวจสอบทรัพย์สินส่วนกลางของป่าชุมชนและช าระหนี้ที่ค้างอยู่หรือบังคับตามสิทธิ เรียกร้องที่มีอยู่ให้เสร็จสิ้น และรายงานผลต่อคณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดภายในหนึ่งปีนับแต่ วันที่ประกาศการเพิกถอนป่าชุมชนในราชกิจจานุเบกษา ในกรณีที่คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนด าเนินการไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่ก าหนด ตามวรรคหนึ่ง กรรมการจัดการป่าชุมชนของป่าชุมชนที่ถูกเพิกถอนนั้นไม่มีสิทธิยื่นค าขอจัดตั้งป่าชุมชนอีก จนกว่าคณะกรรมการจัดการป่าชุมชนจะด าเนินการให้แล้วเสร็จ เมื่อได้ตรวจสอบทรัพย์สินส่วนกลางของป่าชุมชนและช าระหนี้ที่ค้างอยู่หรือบังคับตามสิทธิ เรียกร้องที่มีอยู่เสร็จสิ้นแล้ว ถ้ามีทรัพย์สินส่วนกลางส่วนที่เป็นสังหาริมทรัพย์เหลืออยู่เท่าใดให้ตกเป็น ของกรมป่าไม้หรือมอบให้แก่คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนของป่าชุมชนอื่นเพ่ือใช้ในการจัดการป่าชุมชนนั้น ต่อไป ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดก าหนด มาตรา ๘๐ ทรัพย์สินส่วนกลางของป่าชุมชนที่ถูกเพิกถอน ถ้าเป็นไม้หรืออสังหาริมทรัพย์ ให้ตกเป็นของแผ่นดินและให้กรมป่าไม้จัดการตามระเบียบที่อธิบดีก าหนดต่อไป มาตรา ๘๑ ป่าชุมชนที่ถูกเพิกถอนตามมาตรา ๗๘ อาจมีการน าพ้ืนที่ดังกล่าวมาขอจัดตั้ง ป่าชุมชนใหม่อีกก็ได้ ทั้งนี้ ตามระเบียบที่คณะกรรมการนโยบายก าหนด และให้น าความในหมวด ๔ การจัดตั้งป่าชุมชน มาใช้บังคับโดยอนุโลม หมวด ๘ บทก าหนดโทษ ส่วนที ่ ๑ โทษทางปกครอง มาตรา ๘๒ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามระเบียบของคณะกรรมการนโยบายตามมาตรา ๑๗ ต้องระวางโทษปรับทางปกครองไม่เกินห้าหมื่นบาท และปรับทางปกครองอีกวันละไม่เกินหนึ่งพันบาท จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง มาตรา ๘๓ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามระเบียบของคณะกรรมการนโยบายตามมาตรา ๑๘ ต้องระวางโทษปรับทางปกครองไม่เกินหนึ่งแสนห้าหมื่นบาท และปรับทางปกครองอีกวันละไม่เกิน สามพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง ้หนา ๙๘ ่เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๗๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๒ มาตรา ๘๔ ผู้ใดไม่มาชี้แจงข้อเท็จจริงหรือส่งเอกสารตามค าสั่งของคณะกรรมการนโยบาย หรือคณะอนุกรรมการตามมาตรา ๒๒ โดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องระวางโทษปรับทางปกครองไม่เกิน สองหมื่นบาท มาตรา ๘๕ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับของคณะกรรมการจัดการป่าชุมชนเกี่ยวกับ การจัดการป่าชุมชนตามมาตรา ๔๔ (๒) ต้องระวางโทษปรับทางปกครองวันละไม่เกินห้าพันบาทจนกว่า จะปฏิบัติให้ถูกต้อง มาตรา ๘๖ ผู้ใดท าให้เสียหาย ท าลาย หรือเคลื่อนย้ายหลักเขต ป้าย หรือเครื่องหมายอื่นใด ที่จัดให้มีขึ้นตามมาตรา ๔๙ ต้องระวางโทษปรับทางปกครองไม่เกินหกหมื่นบาท มาตรา ๘๗ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๕๐ มาตรา ๕๑ มาตรา ๕๒ มาตรา ๕๓ หรือมาตรา ๖๖ วรรคหนึ่งและวรรคสอง ต้องระวางโทษปรับทางปกครองไม่เกินหนึ่งแสนบาท มาตรา ๘๘ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๖๖ วรรคสาม ต้องระวางโทษปรับทางปกครอง ไม่เกินสามแสนบาท ในกรณีความผิดตามวรรคหนึ่ง ถ้าเป็นการน าทรัพยากรชีวภาพไปใช้ศึกษาวิจัยเพ่ือหาผลประโยชน์ ทางการค้าด้วย ผู้กระท าต้องระวางโทษปรับทางปกครองไม่เกินหกแสนบาท มาตรา ๘๙ ผู้ใดไม่อ านวยความสะดวกแก่กรรมการจัดการป่าชุมชน เจ้าหน้าที่ป่าชุมชน และพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๖๘ ต้องระวางโทษปรับทางปกครองไม่เกินสองหมื่นบาท มาตรา ๙๐ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามค าสั่งของคณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดตามมาตรา ๗๗ วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษปรับทางปกครองไม่เกินสองแสนบาท มาตรา ๙๑ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีค าสั่งลงโทษปรับทางปกครองตามอัตราหลักเกณฑ์และ วิธีการที่คณะกรรมการนโยบายประกาศก าหนด ในการก าหนดอัตราโทษปรับทางปกครองตามวรรคหนึ่ง ต้องค านึงถึงพฤติการณ์แห่งการกระท า ความเสียหายที่เกิดจากการกระท านั้น ตลอดจนความหนักเบาของโทษที่จะใช้กับผู้ถูกลงโทษ มาตรา ๙๒ การกระท าใดอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายหลายบท ทั้งที่ก าหนดในพระราชบัญญัตินี้และกฎหมายอื่น ให้ลงโทษปรับทางปกครองตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะ มาตรา ๙๓ ในกรณีที่ผู้ถูกลงโทษปรับทางปกครองไม่ช าระค่าปรับทางปกครอง ให้พนักงาน เจ้าหน้าที่มีอ านาจฟ้องคดีต่อศาลที่มีเขตอ านาจในการพิจารณาคดีอาญาเพ่ือบังคับช าระค่าปรับทางปกครอง ในการนี้ ถ้าศาลพิพากษาให้ช าระค่าปรับทางปกครอง หากผู้นั้นไม่ช าระค่าปรับทางปกครองภายใน ้หนา ๙๙ ่เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๗๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๒ สามสิบวันนับแต่วันที่ศาลมีค าพิพากษา ให้ยึดทรัพย์สินของผู้นั้นเพ่ือชดใช้แทนค่าปรับทางปกครอง แต่มิให้น ามาตรการกักขังแทนค่าปรับมาใช้แก่ผู้นั้น และในกรณีที่ผู้นั้นไม่มีทรัพย์สินให้ยึดหรือทรัพย์สิน ที่ยึดไม่เพียงพอแก่ค่าปรับทางปกครอง ให้ศาลก าหนดมาตรการให้ผู้นั้นบ าเพ็ญประโยชน์สาธารณะหรือ มาตรการอื่นตามที่ศาลเห็นสมควร ส่วนที ่ ๒ โทษทางอาญา มาตรา ๙๔ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๖๓ ต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกิน หนึ่งแสนบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ ในกรณีความผิดตามมาตรานี้ ถ้าเป็นการกระท าในบริเวณเพ่ือการอนุรักษ์หรือกระท าแก่ ไม้ทรงคุณค่าที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ผู้กระท าความผิดต้องระวางโทษจ าคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่เกิน สองแสนบาท หรือทั้งจ าทั้งปรับ มาตรา ๙๕ บรรดาไม้ ของป่า หรือทรัพย์สินที่บุคคลได้มาหรือได้ใช้ในการกระท าความผิด หรือมีไว้เพ่ือใช้กระท าความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่ว่าจะเป็นความผิดที่มีโทษทางปกครองหรือ โทษทางอาญา ให้ริบเสียทั้งสิ้นไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามค าพิพากษาหรือไม่ บทเฉพาะกาล มาตรา ๙๖ ในวาระเริ่มแรก ให้คณะกรรมการนโยบายป่าชุมชนประกอบด้วยกรรมการ ตามมาตรา ๙ (๑) (๒) และ (๓) และอธิบดีกรมป่าไม้เป็นกรรมการและเลขานุการ ปฏิบัติหน้าที่ คณะกรรมการนโยบายป่าชุมชนตามพระราชบัญญัตินี้ไปพลางก่อนจนกว่าจะได้มีการแต่งตั้งกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายป่าชุมชนตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งต้องไม่เกินหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่ วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาตรา ๙๗ ในวาระเริ่มแรก ให้คณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดในจังหวัดที่ยังไม่มี ป่าชุมชนและมีการยื่นค าขอจัดตั้งป่าชุมชนในจังหวัดนัน้ประกอบด้วย กรรมการตามมาตรา ๒๓ (๑) (๒) (๓) และ (๕) เฉพาะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งจากผู้ซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ มีผลงาน และประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือมนุษยศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์จ านวนไม่เกินสองคน และผู้แทนองค์กรภาคประชาสังคมจ านวนไม่เกินสองคนปฏิบัติหน้าที่ คณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวดัตามพระราชบัญญัตินี้ไปพลางก่อน จนกว่าจะได้มาซึ่งประธานเครือข่าย ้หนา ๑๐๐ ่เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๗๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ป่าชุมชนระดับจังหวัด และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งจากผู้แทนคณะกรรมการ จัดการป่าชุมชนในจังหวัด เมื่อได้อนุมัติให้จัดตั้งป่าชุมชนในจังหวัดตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งผู้แทน คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนตามที่ก าหนดไว้ในมาตรา ๒๕ โดยเร็ว มาตรา ๙๘ ในวาระเริ่มแรก บรรดาใบอนุญาต อาชญาบัตร และประทานบัตร ตามกฎหมาย ว่าด้วยแร่ หรือสัมปทานตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียม ซึ่งได้ออกให้แก่บุคคลใดไว้แล้วและมีผลอยู่ ในเขตป่าชุมชนตามพระราชบัญญัตินี้อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ยังคงใช้ได้ต่อไป เพียงเท่าก าหนดอายุใบอนุญาต อาชญาบัตร และประทานบัตร หรือสัมปทานนั้น ๆ มาตรา ๙๙ ป่าชุมชนที่ได้จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้หรือกฎหมายว่าด้วยป่าสงวน แห่งชาติ และยังมีอายุโครงการอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ถือว่าได้รับอนุมัติจัดตั้ง เป็นป่าชุมชนตามพระราชบัญญัตินี้ และให้ด าเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ให้ถือว่า การด าเนินการเกี่ยวกับป่าชุมชนตามโครงการดังกล่าวเป็นการด าเนินการตามแผนจัดการป่าชุมชน ตามพระราชบัญญัตินี้ไปพลางก่อนจนกว่าจะมีการจัดท าแผนจัดการป่าชุมชนตามมาตรา ๑๐๒ มาตรา ๑๐๐ ป่าชุมชนที่ได้จัดตั้งโดยการสนับสนุนของกรมป่าไม้และอยู่ในพ้ืนที่อื่ นของรัฐ และยังมีอายุโครงการอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ถือว่าได้รับอนุมัติจัดตั้งเป็นป่าชุมชน ตามพระราชบัญญัตินี้ และให้ด าเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ให้ถือว่าการด าเนินการ เกี่ยวกับป่าชุมชนตามโครงการดังกล่าวเป็นการด าเนินการตามแผนจัดการป่าชุมชนตามพระราชบัญญัตินี้ ไปพลางก่อนจนกว่าจะมีการจัดท าแผนจัดการป่าชุมชนตามมาตรา ๑๐๒ การด าเนินการต่อป่าชุมชนตามวรรคหนึ่งซึ่งหน่วยงานของรัฐที่ปกครองดูแลพ้ืนที่ไม่ยินยอม ให้จัดตั้งเป็นป่าชุมชนต่อไป ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการนโยบายป่าชุมชนก าหนด มาตรา ๑๐๑ ให้สมาชิกป่าชุมชนและคณะกรรมการจัดการป่าชุมชนของป่าชุมชนตามมาตรา ๙๙ และมาตรา ๑๐๐ เป็นสมาชิกป่าชุมชนและคณะกรรมการจัดการป่าชุมชนตามมาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัตินี้ จนกว่าจะครบวาระการด ารงต าแหน่งส าหรับกรณีของคณะกรรมการจัดการ ป่าชุมชน หรือขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามที่ก าหนดไว้ในระเบียบที่ออกตามความในมาตรา ๔๒ วรรคสอง มาตรา ๑๐๒ ให้คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนของป่าชุมชนตามมาตรา ๙๙ และมาตรา ๑๐๐ เสนอแผนจัดการป่าชุมชนต่อคณะกรรมการป่าชุมชนประจ าจังหวัดเพ่ือพิจารณาอนุมัติตามพระราชบัญญัตินี้ ภายในสองปีนับแต่วันที่ระเบียบว่าด้วยการจัดท าแผนจัดการป่าชุมชนตามมาตรา ๑๗ มีผลใช้บังคับ ้หนา ๑๐๑ ่เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๗๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๒ หากด าเนินการไมแ่ล้วเสรจ็ภายในก าหนดเวลาดงักล่าว ให้ป่าชุมชนนั้นเป็นอันถกูเพิกถอนโดยทันที และ ให้อธิบดีกรมป่าไม้ประกาศผลการเพิกถอนป่าชุมชนนั้นในราชกิจจานุเบกษาภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ ป่าชุมชนนั้นถูกเพิกถอน มาตรา ๑๐๓ ในกรณีที่ป่าชุมชนตามมาตรา ๙๙ และมาตรา ๑๐๐ อยู่ในพ้ืนที่ป่าหรือพ้ืนที่อื่น ของรัฐก่อนวันที่จะมีการประกาศให้พ้ืนที่นั้นเป็นเขตป่าอนุรักษ์ตามกฎหมายว่าด้วยอุทยานแห่งชาติหรือ กฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ให้ป่าชุมชนนั้นเป็นป่าชุมชนตามพระราชบัญญัตินี้ และ มิให้น ากฎหมายว่าด้วยอุทยานแห่งชาติหรือกฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่ามาใช้บังคับ ในพ้ืนที่ป่าชุมชน เว้นแต่พระราชบัญญัตินี้จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น มาตรา ๑๐๔ การด าเนินการออกกฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ด าเนินการให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ หากไม่สามารถด าเนินการได้ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรายงานเหตุผลที่ไม่อาจด าเนินการได้ต่อ คณะรัฐมนตรีเพ่ือทราบ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรฐัมนตร ี ้หนา ๑๐๒ ่เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๗๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๒ หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรส่งเสริมให้ชุมชน ได้ร่วมกับรัฐในการอนุรักษ์ ฟ้ืนฟู จัดการ บ ารุงรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืนในรูปแบบของป่าชุมชน เพ่ือให้ชุมชนสามารถจัดการ ป่าชุมชนและได้ประโยชน์จากป่าชุมชน อันจะส่งผลให้ชุมชนดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และ ความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศให้มีความสมบูรณ์และยั่งยืน จึงจ าเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ ้หนา ๑๐๓ ่เลม ๑๓๖ ตอนที่ ๗๑ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๒