Skip to content
Nelum
Laws of Thailand

Social Enterprise Promotion Act, B.E. 2562 (2019)

Made 2019-05-22 · Text as of 2026-10-01

Public law and official guidance, published as research. Not legal, tax or financial advice.

About this law

Language
Thai
Kind
Act
Organisation
Mekong River Commission (MRC)
Country
Thailand
Subjects
General
Keywords
registration, business/industry/corporations, consumer protection, institution, inspection, offences/penalties, financing, fiscal and market measures, governance
Categories
*

Where to read it

Text

The law's own text, section by section, as held. Each section has its own link.

  1. หนา้ ๓๒ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๒ พระราชบัญญัติ ส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. ๒๕๖๒ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ เป็นปีที่ ๔ ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พระราชบั ญ ญั ติ นี้ มี บ ทบั ญญั ติบ างประการเกี่ ย วกั บการจ ากัด สิ ท ธิ และเสรีภ าพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๖ ประกอบกับมาตรา ๓๓ มาตรา ๓๗ และมาตรา ๔๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทาได้โดยอาศัยอานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เหตุผลและความจาเป็นในการจากัดสิ ทธิและเสรีภาพของบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ เพื่อให้ การกากับดูแลการประกอบกิจการของวิสาหกิจเพื่อสังคมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อันเป็นการจัดระเบียบ การประกอบอาชีพเพียงเท่าที่จาเป็นและเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งการตราพระราชบัญญัตินี้สอดคล้องกับ เงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ต ราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคาแนะนาและยินยอมของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติทาหน้าที่รัฐสภา ดังต่อไปนี้ มาตรา ๑ พระราชบั ญ ญั ติ นี้ เ รี ย กว่ า “พระราชบั ญ ญั ติ ส่ ง เสริ ม วิ ส าหกิ จ เพื่ อ สั ง คม พ.ศ. ๒๕๖๒” หนา้ ๓๓ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๒

  2. มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้ “วิสาหกิจเพื่อสังคม” หมายความว่า บริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ที่ตั้งขึ้น ตามกฎหมายไทย ซึ่งดาเนินกิจการเกี่ยวกับการผลิต การจาหน่ายสินค้า หรือการบริการ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อสังคมเป็นเป้าหมายหลักของกิจการ และได้รับการจดทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้ “กลุ่มกิจการเพื่อสังคม” หมายความว่า บุคคลธรรมดา กลุ่มบุคคล ชุมชน หรือนิติบุคคล ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ซึ่งดาเนินกิจการเกี่ยวกับการผลิต การจาหน่ายสินค้า หรือการบริการ โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อสังคมเป็นเป้าหมายหลักของกิจการ และได้รับการจดแจ้งเป็นกลุ่มกิจการเพื่อสังคม ตามพระราชบัญญัตินี้ “กองทุน” หมายความว่า กองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม “ผู้อานวยการ” หมายความว่า ผู้อานวยการสานักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม “สานักงาน” หมายความว่า สานักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม “นายทะเบี ย น” หมายความว่ า ผู้ อ านวยการส านั ก งานส่ ง เสริ ม วิ ส าหกิจ เพื่ อ สั ง คมหรือ ผู้ซึ่งผู้อานวยการมอบหมาย “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ มาตรา ๔ ให้ น ายกรั ฐมนตรีรัก ษาการตามพระราชบั ญญัตินี้ และให้มี อานาจแต่งตั้ง พนักงานเจ้าหน้าที่และออกประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ประกาศนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้ หมวด ๑ วิสาหกิจเพื่อสังคม

  3. มาตรา ๕ กิจการที่จะจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องมี วัตถุประสงค์เพื่อสังคมเป็นเป้าหมายหลักของกิจการ และต้องมีลักษณะ ดังต่อไปนี้ หนา้ ๓๔ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๒ (๑) มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมการจ้างงานแก่บุคคลผู้สมควรได้รับการส่งเสริมเป็นพิเศษ การแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาชุมชน สังคม หรือสิ่งแวดล้อม หรือเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอื่นหรือคืนประโยชน์ ให้แก่สังคมตามที่รัฐมนตรีประกาศกาหนด (๒) มีรายได้ไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบมาจากการจาหน่ายสินค้าหรือการบริการ เว้นแต่กิจการ ที่ไม่ประสงค์จะแบ่งปันกาไรให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นอาจมีรายได้น้อยกว่าร้อยละห้าสิบมาจาก การจาหน่ายสินค้าหรือการบริการ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศ กาหนด (๓) นาผลกาไรไม่น้อยกว่าร้อยละเจ็ดสิบไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ตาม (๑) และแบ่งปันกาไร ให้แก่ผู้เป็นเจ้าของกิจการหรือผู้ถือหุ้นได้ไม่เกินร้อยละสามสิบของผลกาไรทั้งหมด โดยให้ถือว่าการลงทุน ในกิจการของตนเองซึ่งมีกระบวนการผลิตหรือการบริการที่มีลักษณะตาม (๑) หรือการขยายกิจการ เพื่อวัตถุประสงค์ตาม (๑) ตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศกาหนดเป็นการนาผลกาไรไปใช้เพื่อสังคม (๔) มีการกากับดูแลกิจการที่ดี (๕) ไม่เคยถูกเพิกถอนการจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม เว้นแต่พ้นกาหนดสองปีนับถึง วันยื่นคาขอจดทะเบียนเพื่อขอรับการส่งเสริมหรือสนับสนุนตามพระราชบัญญัตินี้ (๖) ไม่มีหุ้นส่วน กรรมการหรือผู้มีอานาจจัดการแทนนิติบุคคล หรือผู้ถือหุ้นซึ่งถือหุ้นตั้งแต่ ร้อยละยี่สิบห้าขึ้นไป ซึ่งเคยเป็นหุ้นส่วน กรรมการหรื อผู้มีอานาจจัดการแทนนิติบุคคล หรือผู้ถือหุ้น ตั้งแต่ร้อยละยี่สิบห้าขึ้นไป ในกิจการที่เคยถูกเพิกถอนการจดทะเบียนตาม (๕) เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่า ตนมิได้มีส่วนร่วมหรือรู้เห็นกับการกระทาของนิติบุคคลที่เป็นเหตุให้ถูกเพิกถอนการจดทะเบียน การคานวณกาไรและการแบ่งปันกาไรตาม (๓) และการกากับดูแลกิจการที่ดีตาม (๔) ให้เป็นไป ตามที่คณะกรรมการประกาศกาหนด มาตรา ๖ การจดทะเบียนวิสาหกิจเพื่อสังคมมีสองประเภท ดังต่อไปนี้ (๑) วิสาหกิจเพื่อสังคมที่ไม่ประสงค์จะแบ่งปันกาไรให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้น (๒) วิสาหกิจเพื่อสังคมที่ประสงค์จะแบ่งปันกาไรให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้น วิ ส าหกิ จ เพื่ อ สั ง คมที่ ไ ม่ป ระสงค์จ ะแบ่ ง ปัน กาไรให้ แ ก่ผู้ เ ป็ นหุ้ นส่ วนหรื อ ผู้ ถือ หุ้ นตาม (๑) ให้สามารถดาเนินการจัดตั้งห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือบริษัทจากัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือบริษัทมหาชนจากัดตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจากัดได้ โดยให้ถือว่าวัตถุประสงค์ในการนา ผลกาไรไปใช้เพื่อสังคมเป็นการแบ่งปันกาไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทานั้น การเปลี่ยนแปลงประเภทของวิสาหกิจเพื่อสังคมตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศกาหนด

  4. หนา้ ๓๕ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๒ มาตรา ๗ กิจการใดประสงค์จะเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมให้ยื่นคาขอจดทะเบียนต่อสานักงาน ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และแบบที่สานักงานประกาศกาหนด โดยคาขอต้องประกอบด้วยรายการ ดังต่อไปนี้ (๑) ชื่อกิจการและที่ตั้งของนิติบุคคล (๒) หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล (๓) มติของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น ข้อตกลงของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนหรือมติของคณะกรรมการ ของนิติบุคคล (๔) ชื่อและที่อยู่ของผู้มีอานาจทาการแทนนิติบุคคล (๕) หนังสือบริคณห์สนธิ ถ้ามี (๖) หนั ง สื อ แสดงเจตนารมณ์ ก ารจั ด ตั้ ง วิ ส าหกิ จ เพื่ อ สั ง คมและรายละเอี ย ดของกิ จ การ ซึ่งดาเนินกิจการมาแล้วตามระยะเวลาที่คณะกรรมการกาหนด (๗) ความประสงค์ที่จะจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมตามมาตรา ๖ (๑) หรือ (๒) (๘) รายการอื่นตามที่คณะกรรมการประกาศกาหนด มาตรา ๘ เมื่อสานักงานได้รับคาขอจดทะเบียนและนายทะเบีย นเห็นว่ากิจการที่ยื่นคาขอ มี วั ต ถุ ป ระสงค์ แ ละลั ก ษณะตามมาตรา ๕ และมาตรา ๗ ให้ น ายทะเบี ย นรั บ จดทะเบี ย นและ ออกใบสาคัญแสดงการจดทะเบียนแก่กิจการนั้น และประกาศให้สาธารณชนทราบเป็นการทั่วไป กิจการที่จดทะเบียนตามวรรคหนึ่ง อาจใช้คาว่า “วิสาหกิจเพื่อสังคม” ประกอบในชื่อกิจการ ตามใบสาคัญแสดงการรับจดทะเบียนดังกล่าวก็ได้ การเปลี่ยนแปลงรายการจดทะเบียนตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการประกาศ กาหนด ในกรณีที่นายทะเบียนมีคาสั่งไม่รับจดทะเบียน ให้มีสิทธิอุทธรณ์คาสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการ วินิจฉัยอุทธรณ์ตามมาตรา ๗๑ มาตรา ๙ ห้ามมิให้บุคคลใดใช้คาว่า “วิสาหกิจเพื่อสังคม” ประกอบเป็นชื่อในการดาเนิน กิจการเกี่ยวกับการผลิต การจาหน่ายสินค้า การบริการ หรือการอื่น ๆ เว้นแต่เป็นผู้ได้รับการจดทะเบียน ตามมาตรา ๘ มาตรา ๑๐ ในกรณีที่ใบสาคัญแสดงการจดทะเบียนสูญหาย ถูกทาลาย หรือชารุด ใน สาระสาคัญ ให้วิสาหกิจเพื่อสังคมยื่นคาขอรับใบแทนใบสาคัญแสดงการจดทะเบียนดังกล่าวต่อนายทะเบียน ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้ทราบการสูญหาย ถูกทาลาย หรือชารุดดังกล่าว

  5. หนา้ ๓๖ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๒ การขอและการออกใบแทนใบสาคัญแสดงการจดทะเบียน ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศกาหนด มาตรา ๑๑ วิ ส าหกิ จ เพื่ อ สั ง คมต้ อ งด าเนิ น การตามวั ต ถุ ป ระสงค์ ต ามมาตรา ๕ และ หนังสือแสดงเจตนารมณ์การจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคมตามมาตรา ๗ (๖) รวมทั้งปฏิบัติตามบทบัญญัติ แห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้วิสาหกิจเพื่อสังคมวางและรักษาไว้ซึ่งระบบบัญชีที่เหมาะสมเพื่อให้สามารถจัดทารายงาน ทางการเงิน แสดงฐานะทางการเงิน และผลการดาเนินงานของวิสาหกิจเพื่อสังคมได้อย่างถูกต้อง ตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป โดยมีการตรวจสอบและแสดงความเห็นทุกปีโดยผู้สอบบัญชีที่สานักงาน ประกาศกาหนด มาตรา ๑๒ เพื่อประโยชน์ในการเพิ่มประสิทธิภาพและกากับดูแลการดาเนินงานของวิสาหกิจ เพื่อสังคมให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และแผนปฏิบัติการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม ให้วิสาหกิจเพื่อสังคม จัดทารายงานผลการประกอบกิจการประจาปี รายงานทางการเงินที่รับรองโดยผู้สอบบัญชี และรายงาน ผลลัพธ์จากการดาเนินกิจการเพื่อสังคมยื่นต่อสานักงานตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่สานักงาน ประกาศกาหนด วิสาหกิจเพื่อสังคมใดไม่ดาเนิ นการตามวรรคหนึ่ง ให้สานักงานมีหนังสือเตือนให้วิสาหกิจ เพื่อสังคมนั้นดาเนินการภายในระยะเวลาที่กาหนด มาตรา ๑๓ ให้วิสาหกิจเพื่อสังคมมีหน้าที่นาส่งเงินสมทบเข้ากองทุนเป็นรายปีตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และอัตราที่คณะกรรมการประกาศกาหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี วิสาหกิจเพื่อสังคมใดไม่นาส่งเงินสมทบเข้ากองทุนหรือนาส่งไม่ครบภายในระยะเวลาที่กาหนด ต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราไม่เกินร้อยละหนึ่งต่อเดือนของจานวนเงินสมทบที่ไม่นาส่งหรือนาส่งไม่ครบ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศกาหนด มาตรา ๑๔ วิสาหกิจเพื่อสังคมซึ่งประสงค์จะเลิกการเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม ให้แจ้งเป็น หนังสือต่อนายทะเบียนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีมติของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น ข้อตกลงของผู้เป็น หุ้นส่วนทุกคน หรือมติของคณะกรรมการของนิติบุคคล และให้นายทะเบียนลบชื่อวิสาหกิจเพื่อสังคมนั้น ออกจากทะเบียน และประกาศให้สาธารณชนทราบเป็นการทั่วไป ในการเลิกการเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม นายทะเบียนจะกาหนดเงื่อนไขให้วิสาหกิจเพื่อสังคมนั้น ปฏิบัติด้วยก็ได้

  6. หนา้ ๓๗ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๒ หมวด ๒ คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม มาตรา ๑๕ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า “คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม” ประกอบด้วย (๑) นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ (๒) กรรมการโดยตาแหน่ง จานวนสิบสองคน ได้แก่ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวงแรงงาน ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เลขาธิการคณะกรรมการกากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ประธาน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย (๓) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่ง นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจานวนแปดคน ได้แก่ ผู้ประกอบกิจการ วิสาหกิจเพื่อสังคมหรือกลุ่มกิจการเพื่อสังคม จานวนสามคน ผู้ปฏิบัติงานในภาคเอกชน จานวนสามคน และผู้ทรงคุณวุฒิอื่น จานวนสองคน โดยผู้ปฏิบัติงานในภาคเอกชนและผู้ทรงคุณวุฒิอื่นจะต้องมาจาก ผู้ มี ค วามรู้ ค วามเชี่ ย วชาญในด้ า นการเงิ น ด้ า นการลงทุ น ด้ า นกฎหมาย ด้ า นสื่ อ สารมวลชน ด้านทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ด้านการสาธารณสุข ด้านการศึกษา ด้านการพัฒนาสังคม ด้านการตลาด หรือด้านการออกแบบ ทั้งนี้ ให้แต่งตั้งด้านละไม่เกินหนึ่งคน ให้ผู้อานวยการเป็นกรรมการและเลขานุการ และให้ผู้อานวยการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ในสานักงาน เป็นผู้ช่วยเลขานุการ จานวนไม่เกินสามคน มาตรา ๑๖ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้ (๑) มีสัญชาติไทย (๒) มีอายุไม่เกินเจ็ดสิบปี (๓) ไม่เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต (๔) ไม่เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ (๕) ไม่เคยได้รับโทษจาคุกโดยคาพิพากษาถึงที่สุดให้จาคุก เว้นแต่เป็นโทษสาหรับความผิด ที่ได้กระทาโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ (๖) ไม่เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากงาน เพราะทุจริตต่อหน้าที่

  7. หนา้ ๓๘ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๒ (๗) ไม่เป็นผู้ดารงตาแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น กรรมการ หรือผู้ดารงตาแหน่งที่รับผิดชอบในการบริหารพรรคการเมือง ที่ปรึกษาพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ ในพรรคการเมือง (๘) ไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในการดาเนินงานของกองทุนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม เว้นแต่ เป็นผู้ประกอบกิจการวิสาหกิจเพื่อสังคมหรือกลุ่มกิจการเพื่อสังคม มาตรา ๑๗ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดารงตาแหน่งคราวละสามปีนับแต่วันที่ได้รับ แต่งตั้ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากตาแหน่งแล้วอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่จะดารงตาแหน่งติดต่อกัน เกินสองวาระมิได้ ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตาแหน่งก่อนวาระ ให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิแทนตาแหน่งที่ว่าง และให้ผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตาแหน่ง ที่ว่างอยู่ในตาแหน่งเท่ากับวาระ ที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งตนแทน เว้นแต่วาระของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเหลืออยู่ไม่ถึง เก้าสิบวัน จะไม่แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนก็ได้ และในการนี้ ให้คณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการ เท่าที่เหลืออยู่ เมื่อครบกาหนดตามวาระในวรรคหนึ่ง หากยังมิได้มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นใหม่ ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากตาแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตาแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่า กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่ มาตรา ๑๘ นอกจากการพ้นจากตาแหน่งตามวาระ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตาแหน่ง เมื่อ (๑) ตาย (๒) ลาออก (๓) นายกรัฐมนตรีให้ออก เพราะหย่อนความสามารถ บกพร่องหรือทุจริตต่อหน้าที่ หรือ มีความประพฤติเสื่อมเสีย (๔) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๖ มาตรา ๑๙ ให้คณะกรรมการมีหน้าที่และอานาจ ดังต่อไปนี้ (๑) กาหนดยุทธศาสตร์ นโยบาย และแผนการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมแห่งชาติ เสนอต่อ คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติ เพื่อให้ส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถือปฏิบัติ รวมทั้งเร่งรัด ให้มีการดาเนินงานให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ นโยบาย และแผนการส่งเสริมอย่างมีประสิทธิภาพ (๒) พิจารณาให้ความเห็นชอบแผนปฏิบัติการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมตามที่สานักงานเสนอ

  8. หนา้ ๓๙ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๒ (๓) เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้มีการกาหนดนโยบายส่งเสริมการประกอบกิจการของ วิสาหกิจเพื่อสังคมโดยการกาหนดสิทธิประโยชน์ด้านภาษีอากรตามมาตรา ๕๙ (๒) มาตรการจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐตามกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐตามมาตรา ๕๙ (๓) สิทธิประโยชน์ตามกฎหมายอื่นตามมาตรา ๕๙ (๔) และสิทธิประโยชน์ด้านภาษีอากรแก่ บุคคลซึ่งให้การสนับสนุนกิจการของวิสาหกิจเพื่อสังคมตามมาตรา ๖๓ (๔) เสนอแนะต่ อ คณะรั ฐ มนตรี ใ ห้ มี ก ารปรั บ ปรุ ง กฎหมาย ระเบี ย บ ข้ อ บั ง คั บ หรื อ มติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับแผนการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมแห่งชาติ (๕) สนับสนุนการศึกษาวิจัยเพื่อการส่งเสริมและพัฒนาการดาเนินกิจการของวิสาหกิจเพื่อสังคม และกลุ่มกิจการเพื่อสังคม (๖) จัดให้มีสมัชชาวิสาหกิจเพื่อสังคม (๗) กาหนดให้วิสาหกิจเพื่อสังคมนาส่งเงินสมทบหรือเสียเงินเพิ่มเข้ากองทุนตามมาตรา ๑๓ (๘) ให้ความเห็นชอบความตกลงหรือความร่วมมือระหว่างสานักงานกับหน่วยงานต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ (๙) แต่งตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ตามมาตรา ๗๑ (๑๐) ควบคุมดูแลสานักงานให้ดาเนินกิจการให้เป็นไปตามกฎหมายและวัตถุประสงค์ที่กาหนดไว้ กาหนดนโยบายการบริหารงาน และให้ความเห็นชอบแผนการดาเนินงานและงบประมาณของสานักงาน รวมทั้งออกระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศเกี่ยวกับสานักงานในเรื่อง ดังต่อไปนี้ (ก) การบริหารงานบุคคล การเงิน การพัสดุ การบัญชี และการจาหน่ายทรัพย์สินจาก บัญชีเป็นสูญ รวมทั้งการดาเนินการหรือการบริหารงานอื่นที่จาเป็นของสานักงาน (ข) การสรรหา การจ้ า ง การปฏิ บั ติ ง านและการประเมิ นผลงานของผู้ อ านวยการ การรักษาการแทน และการมอบให้ผู้อื่นปฏิบัติงานแทน (ค) การจัดสวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นแก่เจ้าหน้าที่และลูกจ้าง (ง) การก าหนดเครื่อ งแบบผู้อ านวยการ เจ้ า หน้า ที่ และลู ก จ้า งของสานักงานและ เครื่องหมายของสานักงาน (จ) การกาหนดอัตราค่าธรรมเนียม ค่าตอบแทน หรือค่าบริการในการดาเนินงานของ สานักงานตามมาตรา ๒๕ (๖) (๑๑) แต่งตั้งและถอดถอนผู้อานวยการ (๑๒) กากับการบริหารกองทุนตามพระราชบัญญัตินี้

  9. หนา้ ๔๐ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๒ (๑๓) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้เป็นหน้าที่และอานาจ ของคณะกรรมการ หรือตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย มาตรา ๒๐ การประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของ จานวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม ในการประชุมคณะกรรมการ ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม ในการปฏิบัติหน้าที่ กรรมการผู้ใดมีส่วนได้เสียโดยทางตรงหรือทางอ้อมในเรื่องที่พิจารณา ให้ประธานกรรมการหรือกรรมการผู้นั้นแจ้งให้ที่ประชุมทราบและให้กรรมการผู้นั้นชี้แจงข้อเท็จจริงและ ตอบข้ อ ซั ก ถามเพื่ อ ประกอบการพิ จ ารณาของคณะกรรมการ แล้ ว ต้ อ งออกจากที่ ประชุ ม โดยจะ มี มติในเรื่องนั้นมิได้ การลงมติในเรื่องดังกล่าวให้กระทาโดยลับ การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด มาตรา ๒๑ คณะกรรมการจะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างหนึ่ง อย่างใดหรือทาการแทนตามที่คณะกรรมการมอบหมายก็ได้ ให้นาความในมาตรา ๒๐ มาใช้บังคับแก่การประชุมของคณะอนุกรรมการด้วยโดยอนุโลม มาตรา ๒๒ ให้ กรรมการและอนุกรรมการได้รับเบี้ยประชุมและประโยชน์ต อบแทนอื่ น ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกาหนด หมวด ๓ การบริหารและการดาเนินงานของสานักงานส่งเสริมวิสาหกิจ เพื่อสังคมและกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม

  10. ส่วนที่ ๑ สานักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม มาตรา ๒๓ ให้จัดตั้งสานักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมขึ้นเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็น ส่วนราชการ และไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณหรือกฎหมายอื่น ให้สานักงานมีฐานะเป็นนิติบุคคลและอยู่ในกากับของนายกรัฐมนตรี หนา้ ๔๑ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๒ กิจการของสานักงานไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วย แรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน แต่เจ้าหน้าที่และ ลูกจ้างของสานักงานต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยรวมไม่น้อยกว่าที่กาหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วย การคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน มาตรา ๒๔ ให้สานักงานรับผิดชอบในงานธุรการและงานวิชาการของคณะกรรมการ และ มีหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุน ให้ความช่วยเหลือ และพัฒนาวิสาหกิจเพื่อสังคมและกลุ่มกิจการเพื่อสังคม เพื่อให้มีความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้ โดยมีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ (๑) เสนอนโยบายและแผนการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมแห่งชาติให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ และสังคม และเสนอแนวทางในการส่งเสริมหรือสนับสนุนด้านสิทธิประโยชน์แก่วิสาหกิจเพื่อสังคม หรือ บุคคลซึ่งให้การสนับสนุนกิจการของวิสาหกิจเพื่อสังคมต่อคณะกรรมการ (๒) จัดทาแผนปฏิบัติการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อให้ความเห็นชอบ (๓) ให้คาแนะนา ฝึกอบรม และส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมให้สามารถพัฒนาการบริหารจัดการ ในด้านการเงิน การบัญชี การตลาด เทคโนโลยี และด้านอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ (๔) ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานสินค้าและบริการของวิสาหกิจ เพื่อสังคม (๕) ให้ คาปรึกษาหรือความช่วยเหลือในการขอจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล การขออนุมัติ อนุญาต และการจดทะเบียนสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า หรือทรัพย์สินทางปัญญาอื่น (๖) จัดให้มีมาตรการในการส่งเสริมและสนับสนุนกลุ่มกิจการเพื่อสังคมเพื่อให้สามารถพัฒนา เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมได้ต่อไป (๗) วิเคราะห์สภาพปัญหาและสถานการณ์ อุปสรรค และความสาเร็จของวิสาหกิจเพื่อสังคม ในประเทศ และจัดทารายงานเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (๘) เป็น ศูน ย์กลางข้อมูลเกี่ยวกับวิสาหกิจเพื่อสังคม และเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับวิสาหกิจ เพื่อสังคม ตลอดจนรายงานสถานการณ์วิสาหกิจเพื่อสังคมของประเทศ (๙) บริหารกองทุนตามนโยบายและมติของคณะกรรมการและคณะกรรมการบริหารกองทุน มาตรา ๒๕ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๒๔ ให้สานักงานมีหน้าที่และอานาจ ดังต่อไปนี้ (๑) ถือกรรมสิทธิ์ มีสิทธิครอบครอง และมีทรัพยสิทธิต่าง ๆ (๒) ก่อตั้งสิทธิหรือทานิติกรรมทุกประเภทเพื่อประโยชน์ในการดาเนินกิจการของสานักงาน

  11. หนา้ ๔๒ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๒ (๓) ทาความตกลงหรือร่วมมือกับหน่วยงานอื่นทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งในประเทศและ ต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ รวมทั้งประสานความร่วมมือกับสถาบันการเงินในกิจการ ที่เกี่ยวกับการดาเนินการตามวัตถุประสงค์ของสานักงาน (๔) ถือหุ้นหรือร่วมทุนกับบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นในกิจการที่เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของสานักงาน (๕) กู้ยืมเงินเพื่อประโยชน์ในการดาเนินงานตามวัตถุประสงค์ของสานักงาน (๖) เรียกเก็บค่าธรรมเนียม ค่าตอบแทน หรือค่าบริการในการดาเนินกิจการต่าง ๆ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และอัตราที่คณะกรรมการประกาศกาหนด (๗) ดาเนินการอื่นใดที่จาเป็นหรือต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของสานักงาน (๘) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้เป็นหน้าที่และอานาจ ของสานักงาน หรือตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย การถือหุ้นหรือการเข้าร่วมทุนตาม (๔) และการกู้ยืมเงินตาม (๕) ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ที่คณะรัฐมนตรีกาหนด มาตรา ๒๖ ทุนและทรัพย์สินในการดาเนินกิจการของสานักงาน ประกอบด้วย (๑) เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้ตามความเหมาะสมเป็นรายปี (๒) เงินอุดหนุนจากภาคเอกชนหรือองค์กรอื่น ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ รัฐบาล ต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ และเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคหรือมอบให้สานักงาน (๓) ค่าธรรมเนียม ค่าตอบแทน และค่าบริการ (๔) ดอกผลของเงินหรือรายได้จากทรัพย์สินของสานักงาน การรับเงินหรือทรัพย์สินตาม (๒) จะต้องไม่กระทาในลักษณะที่ทาให้สานักงานขาดความเป็น อิสระหรือความเป็นกลาง มาตรา ๒๗ บรรดารายได้ของสานักงานไม่ต้องนาส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน ในกรณีมีเหตุจาเป็นหรือสมควร สานักงานโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการอาจนารายได้ ของสานักงานในจานวนที่เห็นสมควรส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน มาตรา ๒๘ การใช้จ่ายเงินของสานักงาน ให้ใช้จ่ายเพื่อกิจการของสานักงานโดยเฉพาะ การเก็บรักษาและการเบิกจ่ายเงินของสานักงาน ให้เป็นไปตามข้อบังคับที่คณะกรรมการกาหนด มาตรา ๒๙ ให้ สานั กงานมีผู้อานวยการคนหนึ่ง เป็นผู้บริหารงานของสานักงานภายใต้ การกากับดูแลของคณะกรรมการ ให้คณะกรรมการเป็นผู้มีอานาจแต่งตั้งและถอดถอนผู้อานวยการ

  12. หนา้ ๔๓ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๒ การสรรหาและการจ้างผู้อานวยการ ให้เป็นไปตามข้อบังคับที่คณะกรรมการกาหนด มาตรา ๓๐ ในการแต่งตั้งผู้อานวยการต้องดาเนินการให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวันนับแต่ วันที่มีเหตุต้องแต่งตั้งผู้อานวยการ และหากมีเหตุผลจาเป็นให้คณะกรรมการขยายระยะเวลาได้อีก ไม่เกินหกสิบวัน หากดาเนินการไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาดังกล่าว ให้คณะกรรมการรายงานผลต่อ คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา มาตรา ๓๑ ผู้อานวยการต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้ (๑) เป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์เกี่ยวกับวิสาหกิจเพื่อสังคมหรือการบริหาร จัดการองค์กร (๒) เป็นผู้สามารถปฏิบัติงานให้แก่สานักงานได้เต็มเวลา (๓) มีอายุไม่เกินหกสิบห้าปีในวันที่ได้รับการแต่งตั้ง (๔) มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๖ (๑) (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) และ (๘) มาตรา ๓๒ ผู้อานวยการจะต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสี ยในกิจการที่กระทากับสานักงาน ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม เว้นแต่เป็นผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมายให้เป็นประธานกรรมการหรือ กรรมการในบริษัทจากัดหรือบริษัทมหาชนจากัดที่สานักงานเป็นผู้ถือหุ้น ให้นาความในวรรคหนึ่งไปใช้บังคับแก่รองผู้อานวยการ เจ้าหน้าที่ และลูกจ้างของสานักงานด้วย มาตรา ๓๓ ผู้อานวยการมีว าระอยู่ในตาแหน่งคราวละสี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่ไม่เกินสองวาระติดต่อกัน มาตรา ๓๔ ผู้อานวยการจะต้องได้รับการประเมินผลการปฏิบัติงานตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศกาหนด มาตรา ๓๕ นอกจากการพ้นจากตาแหน่งตามวาระ ผู้อานวยการพ้นจากตาแหน่ง เมื่อ (๑) ตาย (๒) ลาออก (๓) ออกตามที่กาหนดไว้ในข้อตกลงระหว่างคณะกรรมการกับผู้อานวยการ (๔) คณะกรรมการมีมติให้ถอดถอนออกจากตาแหน่ง เพราะบกพร่องต่อหน้าที่ มีความประพฤติ เสื่อมเสีย หรือหย่อนความสามารถ (๕) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา ๓๑ หรือกระทาการ อันมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๓๒ (๖) ไม่ผ่านการประเมินผลการปฏิบัติงานตามมาตรา ๓๔

  13. หนา้ ๔๔ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๒ มติของคณะกรรมการให้ถอดถอนผู้อานวยการออกจากตาแหน่งตาม (๔) ต้องประกอบด้วย คะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจานวนกรรมการเท่าที่มีอยู่ โดยไม่นับรวมตาแหน่งผู้อานวยการ มาตรา ๓๖ ให้ ผู้อานวยการมีหน้าที่บริหารกิจการของสานักงานให้เป็นไปตามกฎหมาย วัตถุประสงค์ของสานักงาน ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ นโยบาย และมติของคณะกรรมการ และ เป็นผู้บังคับบัญชาเจ้าหน้าที่และลูกจ้างทุกตาแหน่ง รวมทั้งให้มีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (๑) เสนอเป้าหมาย แผนงาน และโครงการต่อคณะกรรมการเพื่อให้การดาเนินงานของสานักงาน บรรลุวัตถุประสงค์ (๒) เสนอแผนการเงินและงบประมาณประจาปีต่อคณะกรรมการ (๓) เสนอรายงานประจาปีเกี่ยวกับผลการดาเนินงานด้านต่าง ๆ ของสานักงาน รวมทั้งรายงาน ทางการเงินและการบัญชีต่อคณะกรรมการ (๔) เสนอความเห็นเกี่ยวกับการปรับปรุงกิจการและการดาเนินงานของสานักงานให้มีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสานักงานต่อคณะกรรมการ ผู้อานวยการต้องรับผิดชอบต่อคณะกรรมการในการบริหารกิจการของสานักงาน มาตรา ๓๗ ผู้อานวยการมีอานาจ (๑) แต่งตั้งรองผู้อานวยการโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการเพื่อเป็นผู้ช่วยปฏิบัติงานของ ผู้อานวยการตามที่ผู้อานวยการมอบหมาย (๒) บรรจุ แต่งตั้ง เลื่อน ลด ตัดเงินเดือนหรือค่าจ้าง ลงโทษทางวินัยเจ้าหน้าที่และลูกจ้าง ตลอดจนให้เจ้าหน้าที่และลูกจ้างออกจากตาแหน่ง ทั้งนี้ ตามระเบียบหรือข้อบังคับที่คณะกรรมการ กาหนด (๓) วางระเบียบเกี่ยวกับการดาเนินงานของสานักงานโดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมาย มติของ คณะรัฐมนตรี ตลอดจนระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ นโยบาย และมติของคณะกรรมการ มาตรา ๓๘ เมื่อผู้อานวยการพ้นจากตาแหน่ง ให้รองผู้อานวยการพ้นจากตาแหน่งด้วย ในกรณีที่ผู้ดารงตาแหน่งผู้อานวยการไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองผู้อานวยการเป็นผู้รักษาการแทน ถ้ า มี ร องผู้ อ านวยการหลายคน ให้ ร องผู้ อ านวยการที่ ผู้ อ านวยการมอบหมายเป็ นผู้ รั กษาการแทน ถ้าผู้อานวยการมิได้มอบหมาย ให้รองผู้อานวยการที่มีอาวุโสสูงสุดเป็นผู้รักษาการแทน ในกรณีที่ไม่มีผู้ดารงตาแหน่งผู้อานวยการหรือไม่มีผู้รักษาการแทนผู้อานวยการ หรือมีแต่ ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้คณะกรรมการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของสานักงานคนหนึ่งเป็นผู้รักษาการแทน ให้ผู้รักษาการแทนมีหน้าที่และอานาจเช่นเดียวกับผู้อานวยการ

  14. หนา้ ๔๕ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ในกรณีที่มีกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคาสั่งอื่นแต่งตั้งให้ผู้อานวยการเป็นกรรมการหรือ ให้มีหน้าที่และอานาจอย่างใด ให้ผู้รักษาการแทนมี หน้าที่และอานาจเป็นกรรมการหรือมีหน้าที่และ อานาจเช่นเดียวกับผู้อานวยการด้วย แล้วแต่กรณี มาตรา ๓๙ ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก ให้ผู้อานวยการเป็นผู้แทนของสานักงาน เพื่อการนี้ ผู้อานวยการจะมอบอานาจให้บุคคลใดปฏิบัติงานเฉพาะอย่างแทนก็ได้ แต่ต้องเป็น ไป ตามระเบียบหรือข้อบังคับที่คณะกรรมการกาหนด นิติกรรมใดที่ผู้อานวยการหรือผู้รับมอบอานาจจากผู้อานวยการกระทาโดยฝ่าฝืนระเบียบหรือ ข้อบังคับที่คณะกรรมการกาหนดย่อมไม่ผูกพันสานักงาน เว้นแต่คณะกรรมการจะให้สัตยาบัน มาตรา ๔๐ ให้คณะกรรมการเป็นผู้กาหนดอัตราเงินเดือนและประโยชน์ตอบแทนอื่นของ ผู้อานวยการและรองผู้อานวยการตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกาหนด มาตรา ๔๑ ให้สานักงานวางและรักษาไว้ซึ่งระบบบัญชีที่เหมาะสมเพื่อให้สามารถจัดทา รายงานทางการเงิน แสดงฐานะทางการเงิน และผลการดาเนินงานของสานักงานได้อย่างถูกต้อง ตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป และให้จัดทาตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกาหนด และต้องจัดให้มี การตรวจสอบภายในเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี และการพัสดุของสานักงาน ตลอดจนรายงานผล การตรวจสอบให้คณะกรรมการทราบอย่างน้อยปีละครั้ง ในการตรวจสอบภายใน ให้มีเจ้าหน้าที่ของสานักงานทาหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบภายในโดยเฉพาะ และให้รับผิดชอบขึ้นตรงต่อคณะกรรมการตามระเบียบที่คณะกรรมการกาหนด ในการแต่งตั้ง โยกย้าย เลื่อนเงินเดือน เลื่อนตาแหน่ง และลงโทษทางวินัยของผู้ตรวจสอบ ภายใน ให้ผู้อานวยการพิจารณาแล้วเสนอให้คณะกรรมการให้ความเห็นชอบก่อนจึงดาเนินการได้ มาตรา ๔๒ ให้สานักงานจัดทารายงานทางการเงินส่งผู้สอบบัญชีภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวัน นับแต่วันสิ้นปีบัญชี ปีบัญชีของสานักงานให้เป็นไปตามปีงบประมาณ มาตรา ๔๓ ให้บุคคลภายนอกซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งโดยความเห็นชอบของสานักงาน การตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้สอบบัญชีและประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินของสานักงาน โดยให้ แสดงความคิดเห็นเป็นข้อวิเคราะห์ว่าการใช้จ่ายดังกล่าวเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ประหยัด และได้ผล ตามเป้าหมายเพียงใด ให้ ผู้ ส อบบั ญ ชี ข องส านั ก งานท ารายงานผลการสอบบั ญ ชี เ สนอต่ อ คณะกรรมการภายใน หนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี

  15. หนา้ ๔๖ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๒ มาตรา ๔๔ ให้สานักงานทารายงานประจาปีเสนอคณะรัฐมนตรีทุกสิ้นปีงบประมาณ รายงานนี้ ให้กล่าวถึงผลงานของสานักงานในปีที่ล่วงมาแล้ว รายงานทางการเงิน พร้อมทั้งรายงานของผู้สอบบัญชี รวมทั้งคาชี้แจงเกี่ยวกับนโยบายของคณะกรรมการ โครงการและแผนงานที่จะจัดทาในภายหน้า และ รายงานสถานการณ์วิสาหกิจเพื่อสังคมของประเทศ ตลอดจนผลสัมฤทธิ์ของการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม ตามพระราชบัญญัตินี้ รายงานตามวรรคหนึ่ง ให้เผยแพร่ต่อสาธารณชน มาตรา ๔๕ การประเมินผลการดาเนินงานของสานักงานให้ดาเนินการทุกปีงบประมาณ โดยคณะกรรมการติดตามตรวจสอบและประเมินผลการปฏิบัติงานของสานักงานซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้ง การประเมินผลการดาเนินงานตามวรรคหนึ่ง ให้มีการประเมินผลในด้านประสิทธิภาพ ประสิทธิผล การพัฒนาองค์กร และความคุ้มค่าในการใช้จ่ายเงิน ส่วนที่ ๒ กองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม มาตรา ๔๖ ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่งในสานักงาน เรียกว่า “กองทุนส่งเสริมวิสาหกิจ เพื่อสังคม” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาวิสาหกิจเพื่อสังคม อันจะนาไปสู่ การแก้ไขปัญหาเพื่อพัฒนาชุมชน สังคม หรือสิ่งแวดล้อม โดยประกอบด้วยเงินและทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้ (๑) เงินสมทบและเงินเพิ่มตามมาตรา ๑๓ (๒) เงินค่าปรับทางปกครองตามพระราชบัญญัตินี้ (๓) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคหรือมอบให้แก่กองทุน (๔) ดอกผลและผลประโยชน์ที่เกิดจากกองทุน (๕) เงินหรือทรัพย์สินอื่นที่ได้รับจากภาคเอกชนทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ รัฐบาล ต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ การรับเงินหรือทรัพย์สินตาม (๕) จะต้องไม่กระทาในลักษณะที่ทาให้กองทุนขาดความเป็นอิสระ หรือความเป็นกลาง มาตรา ๔๗ บรรดารายได้ของกองทุนไม่ต้องนาส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน มาตรา ๔๘ เงินกองทุนให้ใช้จ่ายเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุน ดังต่อไปนี้ (๑) ให้วิสาหกิจเพื่อสังคมกู้ยืมสาหรับดาเนินการก่อตั้ง ปรับปรุง และพัฒนากิจการของวิสาหกิจ เพื่อสังคมนั้นให้มีประสิทธิภาพและขีดความสามารถเพิ่มขึ้น (๒) ให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุนในการประกอบกิจการในระยะเริ่มแรก ทั้งนี้ ต้องมีกาหนดเวลา ไม่เกินสองปี โดยสามารถขยายกาหนดระยะเวลาได้รวมแล้วไม่เกินสี่ปี

  16. หนา้ ๔๗ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๒ (๓) ให้ความช่วยเหลือส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรเอกชน เพื่อนาไปใช้ ดาเนินงานตามแผนปฏิบัติการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม (๔) ให้ความช่วยเหลือหรืออุดหนุน ร่วมทุน หรือดาเนินการใดร่วมกับนิติบุคคลอื่น เกี่ยวกับ การก่อตั้ง การขยายกิจการ การวิจัย การพัฒนา และการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมให้มีประสิทธิภาพ เพิ่มขึ้น (๕) ให้ความช่วยเหลืออื่นทางการเงินตามที่กาหนดในพระราชกฤษฎีกา (๖) เป็นค่าใช้จ่ายในการดาเนินงานของกองทุนตามที่คณะกรรมการบริหารกองทุนกาหนด การดาเนินการตาม (๑) (๒) (๓) (๔) และ (๕) ต้องเป็นไปตามที่คณะกรรมการบริหารกองทุน กาหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ มาตรา ๔๙ ให้คณะกรรมการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารกองทุน ประกอบด้วย (๑) ประธานกรรมการบริหารกองทุนซึ่งแต่งตั้งจากกรรมการ (๒) กรรมการบริหารกองทุนซึ่งแต่งตั้งจากผู้แทนกระทรวงการคลังคนหนึ่ง (๓) กรรมการบริหารกองทุนซึ่งแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิจานวนไม่เกินสี่คน โดยจะต้องเป็น ผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือมีประสบการณ์เกี่ยวกับวิสาหกิจเพื่อสังคม การเงินการธนาคาร การบริหารธุรกิจ หรือการลงทุน (๔) ผู้อานวยการเป็นกรรมการบริหารกองทุนและเลขานุการ หลักเกณฑ์และวิธีการในการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิตาม (๓) ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการ กาหนด มาตรา ๕๐ ให้ น าความในมาตรา ๑๖ มาตรา ๑๗ และมาตรา ๑๘ มาใช้บังคับแก่ การดารงตาแหน่งและการพ้นจากตาแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๔๙ (๓) ด้วยโดยอนุโลม เว้นแต่การพ้นจากตาแหน่งตามมาตรา ๑๘ (๓) ให้เป็นอานาจของคณะกรรมการ มาตรา ๕๑ คณะกรรมการบริหารกองทุนมีหน้าที่และอานาจ ดังต่อไปนี้ (๑) กาหนดนโยบายและควบคุมดูแลการบริหารกองทุน (๒) พิจารณาจัดสรรเงินกองทุนเพื่อดาเนินการตามวัตถุประสงค์ของกองทุนตามมาตรา ๔๘ (๓) ออกระเบียบเพื่อกาหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการปฏิบัติการให้เป็ นไป ตามมาตรา ๔๘ (๑) (๒) (๓) (๔) และ (๕) ทั้งนี้ โดยมีการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม (๔) ออกระเบียบเกี่ยวกับการรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงินกองทุน และการจัดหา ผลประโยชน์ของกองทุน

  17. หนา้ ๔๘ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๒ (๕) จัดทารายงานการรับและการจ่ายเงินของกองทุนเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการ (๖) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่พระราชบัญญัตินี้บัญญัติให้เป็นหน้าที่และอานาจของคณะกรรมการ บริหารกองทุน หรือตามที่คณะกรรมการมอบหมาย การจัดสรรเงินกองทุนตาม (๒) และการออกระเบียบตาม (๓) และ (๔) ต้องได้รับความเห็นชอบ จากคณะกรรมการ มาตรา ๕๒ ในการพิจารณาจัดสรรเงินกองทุน ให้คณะกรรมการบริหารกองทุนพิจารณา ให้สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมที่คณะกรรมการให้ความเห็นชอบ มาตรา ๕๓ คณะกรรมการบริหารกองทุนจะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรื อ ปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดหรือทาการแทนตามที่คณะกรรมการบริหารกองทุนมอบหมายก็ได้ ให้นาความในมาตรา ๒๐ มาใช้บังคับแก่การประชุมของคณะกรรมการบริหารกองทุนและ คณะอนุกรรมการด้วยโดยอนุโลม มาตรา ๕๔ ให้กรรมการบริหารกองทุนและอนุกรรมการได้รับเบี้ยประชุมและประโยชน์ ตอบแทนอื่นตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกาหนด มาตรา ๕๕ ให้สานักงานวางและรักษาไว้ซึ่งระบบบัญชีที่เหมาะสมเพื่อให้สามารถจัดทารายงาน ทางการเงิน แสดงฐานะทางการเงิน และผลการดาเนินงานของกองทุนได้อย่างถูกต้องตามหลักการบัญชี ที่รับรองทั่วไป และให้จัดทาตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการบริหารกองทุนกาหนด มาตรา ๕๖ ให้สานักงานจัดทารายงานทางการเงินของกองทุนส่งผู้สอบบัญชีภายในหกสิบวัน นับแต่วันสิ้นปีบัญชี ปีบัญชีของกองทุนให้เป็นไปตามปีงบประมาณ มาตรา ๕๗ ให้บุคคลภายนอกซึ่งคณะกรรมการบริหารกองทุนแต่งตั้ง โดยความเห็นชอบ ของสานักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้สอบบัญชี และทาการตรวจสอบรับรองบัญชีและการเงินทุกประเภท ของกองทุนทุกรอบปีบัญชี และประเมินผลการดาเนินงานของกองทุน โดยให้แสดงความคิดเห็นเป็น ข้อวิเคราะห์ว่าการดาเนินงานของกองทุนเป็นไปตามวัตถุประสงค์ และได้ผลตามเป้าหมายเพียงใด ให้ผู้สอบบัญชีของกองทุนทารายงานผลการสอบบัญชีเสนอต่อคณะกรรมการบริหารกองทุนภายใน หนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี มาตรา ๕๘ ให้สานักงานจัดให้มีระบบการตรวจสอบภายในเพื่อตรวจสอบการดาเนินงานต่าง ๆ ของกองทุนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการบริหารกองทุนกาหนด

  18. หนา้ ๔๙ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๒ หมวด ๔ การส่งเสริมและสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม มาตรา ๕๙ วิสาหกิจเพื่อสังคมอาจได้รับการส่งเสริมและสนับสนุน ดังต่อไปนี้ (๑) ความช่วยเหลือทางการเงินจากกองทุนตามมาตรา ๔๘ (๑) (๒) และ (๕) (๒) สิทธิประโยชน์ด้านภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร (๓) สิทธิประโยชน์ตามมาตรการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐตามกฎหมายว่าด้วย การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ (๔) สิทธิประโยชน์ตามกฎหมายอื่น วิสาหกิจเพื่อสังคมใดจะได้รับสิทธิประโยชน์ตาม (๒) (๓) และ (๔) ในลักษณะใดให้เป็นไป ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะรัฐมนตรีกาหนดตามข้อเสนอของคณะกรรมการ มาตรา ๖๐ ให้คณะกรรมการประกาศกาหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการส่งเสริม และสนับสนุนตามพระราชบัญญัตินี้ มาตรา ๖๑ เมื่อมีการประกาศหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามมาตรา ๖๐ แล้ว หากวิสาหกิจเพื่อสังคมรายใดประสงค์จะได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนจากกองทุนตามมาตรา ๕๙ (๑) ให้ยื่นคาขอพร้อมรายละเอียดโครงการต่อสานักงาน เมื่อสานักงานได้รับคาขอและรายละเอียดโครงการ ดังกล่าวแล้ว หากเห็ น สมควรให้ อนุ มัติการส่งเสริมและสนับสนุนตามพระราชบัญญัตินี้แก่วิสาหกิจ เพื่อสังคมรายนั้น เมื่อสานักงานได้อนุมัติการส่งเสริมและสนับสนุนตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้สานักงานมีหนังสือแจ้งให้ วิสาหกิจเพื่อสังคมรายนั้นทราบภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้อนุมัติการส่งเสริมและสนับสนุนดังกล่าว มาตรา ๖๒ วิ ส าหกิ จ เพื่ อ สั ง คมรายใดประสงค์ จ ะได้ รั บ สิ ท ธิ ป ระโยชน์ ด้ า นภาษี อ ากร ตามประมวลรัษฎากรตามมาตรา ๕๙ (๒) สิทธิประโยชน์ตามมาตรการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหาร พัสดุภาครัฐตามกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐตามมาตรา ๕๙ (๓) หรือ สิทธิประโยชน์ตามกฎหมายอื่นตามมาตรา ๕๙ (๔) แล้วแต่กรณี ให้ดาเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น มาตรา ๖๓ บุคคลซึ่งให้การสนับสนุนกิจการของวิสาหกิจเพื่อสังคมอาจได้รับสิทธิประโยชน์ ด้านภาษีอากรตามที่กาหนดไว้ในประมวลรัษฎากรเฉพาะการบริจาคเงินให้แก่กองทุนหรือให้การสนับสนุน กิจการของวิสาหกิจเพื่อสังคม

  19. หนา้ ๕๐ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๒ การสนับสนุนกิจการของวิสาหกิจเพื่อสังคมซึ่งอาจได้รับสิทธิประโยชน์ตามวรรคหนึ่ง ต้องเป็น การลงทุนในกิจการของวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือการให้เงินสนับสนุนกิจการหรือการดาเนินงาน การถ่ายทอด เทคโนโลยี นวัต กรรม หรือองค์ความรู้ให้แก่วิสาหกิจเพื่อสังคมในด้านการผลิต การตลาด และ การบริหารจัดการ บุคคลใดจะได้รับสิทธิประโยชน์ตามวรรคหนึ่งในลักษณะใด ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะรัฐมนตรีกาหนดตามข้อเสนอของคณะกรรมการ มาตรา ๖๔ บุคคลซึ่งให้การสนับสนุนกิจการของวิสาหกิจเพื่อสังคมผู้ ใดประสงค์จะได้รับ สิทธิประโยชน์ด้านภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรตามมาตรา ๖๓ ให้ดาเนินการตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๖๕ ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรเอกชนใดตามมาตรา ๔๘ (๓) หรือนิติบุคคลอื่นตามมาตรา ๔๘ (๔) ซึ่งประสงค์จะขอรับการส่งเสริมและสนับสนุนจากกองทุน ให้ยื่นคาขอพร้อมรายละเอียดโครงการต่อสานักงาน โดยให้นาความในมาตรา ๖๑ มาใช้บังคับด้วย โดยอนุโลม หมวด ๕ การกากับดูแล และการเพิกถอนการจดทะเบียน วิสาหกิจเพื่อสังคม มาตรา ๖๖ ให้สานักงานมีหน้าที่ติดตามและกากับดูแลให้วิสาหกิจเพื่อสังคมดาเนินการ ให้ เ ป็ น ไปตามวั ต ถุป ระสงค์ ต ามมาตรา ๕ หนั ง สื อ แสดงเจตนารมณ์ ก ารจั ด ตั้ งวิ ส าหกิ จ เพื่ อ สั งคม ตามมาตรา ๗ (๖) และตามที่กาหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ สานักงานอาจมอบหมายให้หน่วยงานหรือบุคคลอื่นปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่งแทนได้ มาตรา ๖๗ สานักงานมีหน้าที่ในการตรวจสอบและประเมินผลกิจการของวิสาหกิจเพื่อสังคม ที่ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนตามพระราชบัญญัตินี้ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกาหนด ให้เป็นไป ตามวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๕ หนังสือแสดงเจตนารมณ์การจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคมตามมาตรา ๗ (๖) โดยสานั กงานอาจมอบหมายให้ ห น่ ว ยงานหรือบุคคลใดเป็นผู้ดาเนินการแทนและจัด ทารายงานผล การดาเนินการเสนอต่อสานักงานได้ มาตรา ๖๘ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอานาจเข้าไปในสถานประกอบการของวิสาหกิจเพื่อสังคม ในระหว่างเวลาทาการ เพื่อสอบถามข้ อเท็จจริงหรือเพื่อตรวจสอบเอกสารหรือสิ่งของใด ๆ ที่เกี่ยวกับ กิจการของวิสาหกิจเพื่อสังคมได้ตามความจาเป็น

  20. หนา้ ๕๑ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะเข้าไปในสถานที่ตามวรรคหนึ่ง ถ้าไม่เป็นการเร่งด่วนต้องแจ้ง เป็นหนังสือให้ทราบล่วงหน้าตามสมควร มาตรา ๖๙ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๖๘ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แสดงบัตรประจาตัว ต่อบุคคลซึ่งเกี่ยวข้อง บัตรประจาตัวตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามแบบที่ผู้อานวยการกาหนด มาตรา ๗๐ เมื่อปรากฏว่าวิสาหกิจเพื่อสังคมใดมีพฤติการณ์อย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ (๑) ไม่ดาเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๕ และหนังสือแสดงเจตนารมณ์ การจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคมตามมาตรา ๗ (๖) (๒) ไม่จัดทารายงานตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่สานักงานกาหนดตามมาตรา ๑๒ (๓) ไม่นาส่งเงินสมทบเข้ากองทุนหรือนาส่งไม่ครบภายในระยะเวลาที่กาหนดตามมาตรา ๑๓ (๔) ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามสัญญาที่ทาขึ้นกับสานักงานโดยไม่มีเหตุอันควรตามที่คณะกรรมการ หรือคณะกรรมการบริหารกองทุนกาหนด (๕) ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ในกรณีอื่น เมื่อมีกรณีตามวรรคหนึ่ง ให้นายทะเบียนแจ้งเตือนเป็นหนังสือให้ วิสาหกิจเพื่อสังคมปฏิบัติ ให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กาหนด หากไม่มีการปฏิบัติให้ถูกต้องภายในระยะเวลาดังกล่าว ให้นายทะเบียน เพิกถอนการจดทะเบียน เว้นแต่มีเหตุจาเป็นตามที่คณะกรรมการประกาศกาหนด และให้ประกาศ การเพิกถอนการจดทะเบียนให้สาธารณชนทราบเป็นการทั่วไป ในกรณีที่มีการอุทธรณ์การเพิกถอน การจดทะเบียน ให้แจ้งในประกาศนั้นด้วยว่าอยู่ในระหว่างการพิจารณาอุทธรณ์ การเพิกถอนการจดทะเบียนตามวรรคสอง ในกรณีได้รับสิทธิประโยชน์ตามมาตรา ๕๙ (๒) (๓) หรือ (๔) ให้สานักงานแจ้งรายชื่อวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ถูกเพิกถอนการจดทะเบียนนั้น เพื่อให้ กรมสรรพากรหรือหน่วยงานอื่นของรัฐพิจารณาดาเนินการตามหน้าที่และอานาจต่อไป ให้ น าความในวรรคสามไปใช้บังคับแก่ การแจ้งหน่ว ยงานหรื อนิติบุคคลอื่นที่เ กี่ยวข้ อ งด้ ว ย โดยอนุโลม มาตรา ๗๑ กิ จ การใดที่ น ายทะเบี ย นไม่ รั บ จดทะเบี ย นตามมาตรา ๘ หรื อ วิ ส าหกิ จ เพื่อสังคมใดถูกเพิกถอนการจดทะเบียนตามมาตรา ๗๐ แล้วแต่กรณี กิจการหรือวิสาหกิจเพื่อสังคมนั้น อาจอุทธรณ์คาสั่งดังกล่าวเป็น หนังสือต่อคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ ได้รับแจ้งคาสั่งจากนายทะเบียน

  21. หนา้ ๕๒ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๒ คณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่งประกอบด้วย กรรมการตามมาตรา ๑๕ (๒) และ (๓) ประเภทละหนึ่งคน และผู้ทรงคุณวุฒิอื่นจานวนไม่น้อยกว่าสามคนแต่ไม่เกินห้าคน ซึ่งคณะกรรมการ แต่งตั้งจากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านการเงินการคลัง ด้านกฎหมาย ด้านการพาณิชย์ หรือ ด้านการพัฒนาสังคม ให้คณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์พิจารณาและวินิจฉัยอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จภายใน หกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสืออุทธรณ์ คาวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ให้เป็นที่สุดและให้ประกาศให้สาธารณชนทราบ เป็นการทั่วไป มาตรา ๗๒ ให้ ก รรมการวิ นิ จ ฉั ย อุ ท ธรณ์ ไ ด้ รั บ เบี้ ย ประชุ ม และประโยชน์ ต อบแทนอื่ น ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกาหนด หมวด ๖ กลุ่มกิจการเพื่อสังคม มาตรา ๗๓ กลุ่มกิจการเพื่อสังคมที่ประสงค์จะขอรับการส่งเสริมจากสานักงาน ให้จดแจ้งต่อ นายทะเบียนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่สานักงานประกาศกาหนด ประกาศตามวรรคหนึ่ง ให้กาหนดการดาเนินการของกลุ่มกิจการเพื่อสังคม และการกากับดูแล กลุ่มกิจการเพื่อสังคมตามความเหมาะสมแก่ประเภทของกลุ่มกิจการเพื่อสังคม มาตรา ๗๔ ให้สานักงานจัดให้มีมาตรการในการส่งเสริมกลุ่มกิจการเพื่อสังคมในการประกอบ กิจการอย่างครบวงจร รวมถึงการให้การสนับสนุนในการจัดตั้ง การให้ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการผลิต การใช้เทคโนโลยี การบริหารงานบุคคล การเงิน การบัญชี การตลาด และการบริหารจัดการธุรกิจด้านอื่น ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เพื่อให้กลุ่มกิจการเพื่อสังคมสามารถพัฒนาเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมได้ต่อไป หมวด ๗ สมัชชาวิสาหกิจเพื่อสังคม

  22. มาตรา ๗๕ ให้คณะกรรมการจัดให้มีการประชุมสมัชชาวิสาหกิจเพื่อสังคมอย่างน้อยปีละ หนึ่งครั้ง ให้สานักงานกาหนดวัน เวลา และสถานที่ประชุมซึ่งต้องประกาศให้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า หกสิบวันก่อนวันประชุม หนา้ ๕๓ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๒ การประชุมสมัชชาวิสาหกิจเพื่อสังคมให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกาหนด มาตรา ๗๖ สมัชชาวิสาหกิจเพื่อสังคมอาจเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณา ดาเนินการในเรื่อง ดังต่อไปนี้ (๑) การกาหนดนโยบายและแนวทางในการส่งเสริมและพัฒนาการประกอบกิจการวิสาหกิจ เพื่อสังคมและกลุ่มกิจการเพื่อสังคม (๒) การสร้างความร่วมมือและประสานงานระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนทั้งในประเทศและ ต่างประเทศ องค์การระหว่างประเทศ และสถาบันการเงิน เพื่อส่งเสริมและพัฒนาวิสาหกิจเพื่อสังคม และกลุ่มกิจการเพื่อสังคม (๓) การกาหนดแผนการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อ สังคมแห่งชาติและกฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือที่มี ผลกระทบต่อการประกอบกิจการวิสาหกิจเพื่อสังคมและกลุ่มกิจการเพื่อสังคม (๔) การปฏิบัติการอื่นใดตามที่พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้เป็นหน้าที่และอานาจ ของคณะกรรมการ หรือตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย มาตรา ๗๗ วิ ส าหกิ จ เพื่ อ สั ง คมและกลุ่ ม กิ จ การเพื่ อ สั ง คมใดจะเข้ า ร่ ว มประชุ ม สมั ช ชา ให้ลงทะเบียนต่อสานักงานตามแบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการที่สานักงานกาหนด นอกจากผู้ลงทะเบียนตามวรรคหนึ่ง สานักงานจะกาหนดให้เชิญบุคคล ผู้แทนหน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรภาคเอกชนตามที่เห็นสมควรมาร่วมประชุมด้วยก็ได้ หมวด ๘ โทษทางปกครอง

  23. มาตรา ๗๘ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๙ ต้องชาระค่าปรับทางปกครองในอัตราไม่เกินสองหมื่นบาท ในกรณีที่เห็นสมควร พนักงานเจ้าหน้าที่อาจมีคาสั่งให้ผู้นั้นดาเนินการใด ๆ เพื่อแก้ไข หรือ ปรับปรุง หรือปฏิบัติให้ถูกต้อง ภายในระยะเวลาที่กาหนด แต่ต้องไม่เกินสามสิบวัน มาตรา ๗๙ ถ้าผู้ถูกปรับตามมาตรา ๗๘ ไม่ชาระค่าปรับทางปกครอง ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ มีอานาจฟ้องคดีต่อศาลที่มีเขตอานาจในการพิจารณาคดีอาญาเพื่อบังคับชาระค่าปรับทางปกครอง ในการนี้ ถ้าศาลพิพากษาให้ชาระค่าปรับทางปกครอง หากผู้นั้นไม่ชาระค่าปรับทางปกครองภายในสามสิบวันนับแต่ วันที่ศาลมีคาพิพากษา ให้ยึดทรัพย์สินของผู้นั้นเพื่อชดใช้แทนค่าปรับทางปกครอง แต่มิให้นามาตรการ กักขังแทนค่าปรับมาใช้บังคับแก่ผู้นั้น หนา้ ๕๔ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๒ มาตรา ๘๐ ถ้าบุคคลผู้ฝ่าฝืนมาตรา ๙ มิได้ปฏิบัติตามคาสั่งตามมาตรา ๗๘ วรรคสอง ผู้นั้นต้องชาระค่าปรับรายวันอีกวันละห้าร้อยบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหรือจนกว่า จะปฏิบัติให้ถูกต้อง มาตรา ๘๑ ในกรณีที่ผู้กระทาความผิดได้ปฏิบัติถูกต้องหรือได้ดาเนินการแก้ไขปรับปรุง ภายในระยะเวลาที่พนักงานเจ้าหน้าที่กาหนดตามมาตรา ๗๘ วรรคสอง ให้ผู้นั้นได้รับยกเว้นค่าปรับ ตามมาตรา ๘๐ มาตรา ๘๒ ถ้าผู้กระทาความผิดตามมาตรา ๗๘ เป็นนิติบุคคล และการกระทาความผิดนั้น เกิดจากการสั่งการหรือการกระทาของกรรมการหรือผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดาเนินงาน ของนิติบุคคลนั้น หรือในกรณีที่บุคคลดังกล่าวมีหน้าที่ต้องสั่งการหรือกระทาการและละเว้นไม่สั่งการหรือ ไม่ ก ระทาการจนเป็น เหตุใ ห้ นิ ติบุ คคลนั้ นกระท าความผิด ผู้ นั้ น ต้องรับโทษตามที่บั ญญัติไว้สาหรับ ความผิดนั้นด้วย บทเฉพาะกาล

  24. มาตรา ๘๓ ให้ ค ณะกรรมการสร้ า งเสริ มกิ จการเพื่ อสั งคมแห่ งชาติ ต ามระเบี ยบส านั ก นายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบ สานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐ ปฏิบัติ หน้าที่คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมตามพระราชบัญญัตินี้ไปพลางก่อน จนกว่าจะได้มีการแต่งตั้ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๑๕ (๓) ทั้งนี้ ต้องแต่งตั้งให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาตรา ๘๔ ในระหว่างที่ยังไม่มี การแต่งตั้งผู้อานวยการ ให้อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและ สวัสดิการปฏิบัติหน้าที่ผู้อานวยการไปพลางก่อน จนกว่าจะมีการแต่งตั้งผู้อานวยการตามมาตรา ๒๙ ซึ่งต้องกระทาให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาตรา ๘๕ บุคคลใดใช้คาว่า “วิสาหกิจเพื่อสังคม” ประกอบเป็นชื่อในการดาเนินกิจการ เกี่ยวกับการผลิต การจาหน่ายสินค้า การบริการ หรือการอื่น ๆ อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ ใช้บังคับ ถ้าประสงค์จะเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ยื่นคาขอจดทะเบียนตามมาตรา ๕ และมาตรา ๗ ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และเมื่อได้ยื่นคาขอแล้ว ให้ประกอบกิจการโดยใช้คาว่า “วิสาหกิจเพื่อสังคม” ต่อไปได้จนกว่าจะได้รับแจ้งคาสั่งไม่รับจดทะเบียน จากนายทะเบียน หนา้ ๕๕ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ในกรณีที่นายทะเบียนมีคาสั่งไม่รับจดทะเบียน ให้บุคคลนั้ นดาเนินการแก้ไขเพื่อให้เป็นไป ตามพระราชบัญญัตินี้ให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคาสั่งไม่รับจดทะเบียน มาตรา ๘๖ กิจการเพื่อสังคมที่ได้รับหนังสือรับรองจากคณะกรรมการสร้างเสริมกิจการ เพื่อสังคมแห่งชาติตามประกาศคณะกรรมการสร้างเสริมกิจการเพื่อสั งคมแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์ และวิธีการยื่นคาขอหนังสือรับรองกิจการเพื่อสังคม พ.ศ. ๒๕๖๑ ให้ถือว่าเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม ตามพระราชบัญญัตินี้ โดยต้องดาเนินการให้ครบถ้วนถูกต้องตามมาตรา ๕ และมาตรา ๗ ภายใน หนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาตรา ๘๗ ในวาระเริ่มแรก ให้กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการดาเนินงานในหน้าที่ของสานักงาน ไปพลางก่อนจนกว่าจะได้มีการจัดตั้งสานักงานซึ่งต้องกระทาให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่ วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาตรา ๘๘ ในวาระเริ่มแรก ให้สานักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สานักงาน กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สานักงบประมาณ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณา กาหนดงบประมาณ โครงสร้าง และกรอบอัตรากาลังเจ้าหน้าที่และลูกจ้าง รวมทั้งการดาเนินการอื่นใด อันจาเป็น เพื่อรองรับการดาเนินการตามหน้าที่และอานาจของสานักงานตามพระราชบัญญัตินี้ ภายใน เก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาตรา ๘๙ ในวาระเริ่มแรก ให้รัฐบาลพิจารณาจัดสรรงบประมาณเป็นเงินอุดหนุนให้แก่ สานักงานในการจัดจ้างเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างเพื่อปฏิบัติงานในสานักงานไปพลางก่อน ทั้งนี้ ต้องดาเนินการ ให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้เจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างตามวรรคหนึ่ง จัดทาประกาศตามมาตรา ๕ และมาตรา ๗ และ จัดทาระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศเกี่ยวกับสานักงานตามมาตรา ๑๙ (๑๐) ตามที่คณะกรรมการ กาหนด เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

  25. ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หนา้ ๕๖ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๒ หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่การประกอบธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อส่งเสริมการจ้างงานแก่บุคคลผู้สมควรได้รับการส่งเสริมเป็นพิเศษ การแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาชุมชน สังคม หรื อ สิ่ ง แวดล้ อ ม หรื อ เพื่ อ ประโยชน์ ส่ ว นรวมอื่ น หรื อ คื น ประโยชน์ ใ ห้ แ ก่ สั ง คมอั น เป็ น กิ จ การเพื่ อ สั ง คม หรือวิสาหกิจเพื่อสังคม สมควรได้รับการส่งเสริมให้ขยายตัวมากขึ้นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ทางการค้าทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ โดยกาหนดมาตรการในการสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม ที่ ได้ รั บการจดทะเบี ยน และจั ดตั้ งส านั กงานส่ งเสริ มวิ สาหกิ จเพื่ อสั งคมเพื่ อให้ ความช่ วยเหลื อและพั ฒนา วิสาหกิจเพื่อสังคมและกลุ่มกิจการเพื่อสังคม รวมทั้งประสานความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ให้เป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพ จึงจาเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

Social Enterprise Promotion Act, B.E. 2562 (2019) · Nelum