Gender Equality Act B.E. 2558 (2015)
Made 2015-03-08 · Text as of 2026-10-01
Public law and official guidance, published as research. Not legal, tax or financial advice.
About this law
- Language
- English
- Kind
- Act
- Organisation
- Mekong River Commission (MRC)
- Country
- Thailand
- Subjects
- Agricultural and rural development
- Keywords
- gender, human rights, inspection, policy/planning, institution, liability/compensation, offences/penalties, governance
Where to read it
No source link is recorded for this law.
Text
The law's own text, section by section, as held. Each section has its own link.
หน้า ๑๗ เล่ม ๑๓๒ ตอนที่ ๑๘ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๘ พระราชบัญญัติ ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. ๒๕๕๘ ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ให้ไว้ ณ วันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ เป็นปีที่ ๗๐ ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยความเท่าเทียมระหว่างเพศ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคําแนะนําและยินยอมของ สภานิติบัญญัตแิห่งชาติ ดังต่อไปนี้ มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. ๒๕๕๘” มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเม่ือพ้นกําหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้ “การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ” หมายความว่า การกระทําหรือไม่กระทําการใด อันเป็นการแบ่งแยก กีดกัน หรือจํากัดสิทธิประโยชน์ใด ๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม โดยปราศจาก ความชอบธรรม เพราะเหตุที่บุคคลนั้นเป็นเพศชายหรือเพศหญิง หรือมีการแสดงออกที่แตกต่างจากเพศ โดยกําเนิด “กองทุน” หมายความว่า กองทุนส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ “กรม” หมายความว่า กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ หน้า ๑๘ เล่ม ๑๓๒ ตอนที่ ๑๘ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๘ “อธิบดี” หมายความว่า อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์รักษาการ ตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอํานาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่กับออกระเบียบหรือประกาศ เพื่อปฏิบัติการ ตามพระราชบัญญัตินี้ ระเบียบหรือประกาศตามวรรคหน่ึง เม่ือได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้ หมวด ๑ คณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ มาตรา ๕ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียม ระหว่างเพศ” เรียกโดยย่อว่า “คณะกรรมการ สทพ.” ประกอบด้วย (๑) นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ (๒) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นรองประธานกรรมการ (๓) กรรมการโดยตําแหน่ง จํานวนสิบเอ็ดคน ได้แก่ ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง กลาโหม ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและ ความม่ันคงของมนุษย์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงแรงงาน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และปลัดกระทรวงสาธารณสุข (๔) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จํานวนเก้าคน ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้แทนองค์กรสตรี และองค์กรที่ทํางานด้านสิทธิความหลากหลายทางเพศซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ ในการทํางานที่เก่ียวกับความเท่าเทียมระหว่างเพศไม่น้อยกว่าห้าปี จํานวนหกคน และผู้ทรงคุณวุฒิ ทางด้านนิติศาสตร์ ด้านสิทธิมนุษยชน ด้านสังคมศาสตร์ หรือด้านจิตวิทยา จํานวนสามคน ให้อธิบดีเป็นกรรมการและเลขานุการ และมีอํานาจแต่งตั้งข้าราชการในกรมจํานวนไม่เกิน สองคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการ มาตรา ๖ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้ (๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด (๒) มีอายุไม่ต่ํากว่าสามสิบห้าปีบริบูรณ์ (๓) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ (๔) ไม่เคยถูกไล่ออกหรือปลดออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เพราะ กระทําผิดวินัย (๕) ไม่เคยได้รับโทษจําคุกโดยคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก เว้นแต่เป็นโทษสําหรับความผิด ที่ได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ หน้า ๑๙ เล่ม ๑๓๒ ตอนที่ ๑๘ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๘ (๖) ไม่เคยต้องคําวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ว่าได้กระทําการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ (๗) ไม่เคยต้องคําพิพากษาหรือคําสั่ งของศาลถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เพราะรํ่ารวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มข้ึนผิดปกติ (๘) ไม่เคยเป็นผู้กระทําการล่วงเกิน คุกคาม หรือก่อความเดือดร้อนรําคาญทางเพศ (๙) ไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถ่ิน กรรมการหรือผู้ดํารงตําแหน่งซึ่งรับผิดชอบการบริหารพรรคการเมือง ที่ปรึกษาพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง มาตรา ๗ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดํารงตําแหน่งคราวละสามปี เม่ือครบกําหนดตามวาระในวรรคหนึ่ง หากยังมิได้มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นใหม่ ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากตําแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตําแหน่งเพื่อดําเนินงานต่อไปจนกว่า กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากตําแหน่งตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่จะดํารงตําแหน่ง ติดต่อกันเกินสองวาระไม่ได้ มาตรา ๘ นอกจากการพ้นจากตําแหน่งตามวาระ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตําแหน่ง เม่ือ (๑) ตาย (๒) ลาออก (๓) คณะรัฐมนตรีให้ออก เพราะบกพร่องหรือไม่สุจริตต่อหน้าที่ มีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือหย่อนความสามารถ (๔) พ้นจากการเป็นผู้แทนองค์กรสตรีหรือองค์กรที่ทํางานด้านสิทธิความหลากหลายทางเพศ ตามมาตรา ๕ (๔) (๕) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามอย่างหน่ึงอย่างใดตามมาตรา ๖ มาตรา ๙ ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตําแหน่งก่อนวาระ ให้แต่งตั้งผู้อื่น ดํารงตําแหน่งแทน เว้นแต่วาระของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเหลือไม่ถึงเก้าสิบวัน จะไม่แต่งตั้งกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิแทนก็ได้ และให้ผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตําแหน่งที่ว่างนั้นอยู่ในตําแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว ในระหว่างที่ยังไม่ได้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนตําแหน่งที่ว่าง ให้คณะกรรมการ สทพ. ประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่ มาตรา ๑๐ คณะกรรมการ สทพ. มีอํานาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (๑) กําหนดนโยบาย มาตรการ และแผนปฏิบัติงานเพื่อให้มีการส่งเสริมความเท่าเทียม ระหว่างเพศในทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น หน้า ๒๐ เล่ม ๑๓๒ ตอนที่ ๑๘ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๘ (๒) เสนอแนะนโยบาย และข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์แห่งพระราชบัญญัตินี้ (๓) กําหนดแนวทางในการให้ความช่วยเหลือ ชดเชยและเยียวยา หรือบรรเทาทุกข์แก่บุคคล ซึ่งตกเป็นผู้เสียหายจากการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ (๔) ตรวจสอบ แนะนํา และให้คําปรึกษาเก่ียวกับการดําเนินงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐและ หน่วยงานของรัฐในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ (๕) ส่งเสริมการศึกษา การวิจัย และการเผยแพร่ความรู้เก่ียวกับการป้องกันมิให้มีการเลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ (๖) ส่งเสริมให้มีการเก็บข้อมูลจําแนกเพศ รวมทั้งเสนอรายงานเก่ียวกับการปฏิบัติตาม พระราชบัญญัตินี้ต่อคณะรัฐมนตรีอย่างน้อยปีละหนึ่งคร้ัง (๗) วางระเบียบเก่ียวกับการกํากับดูแลและตรวจสอบการดําเนินงานของคณะกรรมการวินิจฉัย การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ และระเบียบอื่นที่เก่ียวข้องเพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ (๘) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกําหนดให้เป็นอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการ สทพ. หรือตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย ในการดําเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้รวมถึงการกําหนดมาตรการพิเศษดังต่อไปนี้ เพื่อส่งเสริม ให้เกิดความเท่าเทียมระหว่างเพศอย่างแท้จริง (๑) ส่งเสริมโอกาสในการเข้าถึงสิทธิด้านต่าง ๆ ทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง (๒) ปรับปรุงแบบแผนความประพฤติทางสังคมและวัฒนธรรมระหว่างเพศเพื่อขจัดอคติ วิธีปฏิบัติที่อยู่บนพื้นฐานของความเหล่ือมล้ํา และความรุนแรงเพราะเหตุแห่งเพศเพื่อขจัดอุปสรรค ในการเข้าถึงสิทธิด้านต่าง ๆ มาตรา ๑๑ การประชุมคณะกรรมการ สทพ. ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่าก่ึงหนึ่ง ของจํานวนกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม ในการประชุมคณะกรรมการ สทพ. ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม ถ้าประธานกรรมการและรองประธานกรรมการ ไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหน่ึงเป็นประธานในที่ประชุม การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในท่ีประชุมออกเสียงเพิ่มข้ึนอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด มาตรา ๑๒ คณะกรรมการ สทพ. มีอํานาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือ ปฏิบัติการอย่างหน่ึงอย่างใดตามที่คณะกรรมการ สทพ. มอบหมายได้ การประชุมคณะอนุกรรมการ ให้นําบทบัญญัติมาตรา ๑๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม หน้า ๒๑ เล่ม ๑๓๒ ตอนที่ ๑๘ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๘ หมวด ๒ คณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ และกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว มาตรา ๑๓ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ” เรียกโดยย่อว่า “คณะกรรมการ วลพ.” ประกอบด้วย ประธานกรรมการ คนหน่ึงและกรรมการอื่นอีกจํานวนไม่น้อยกว่าแปดคนแต่ไม่เกินสิบคน ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง โดยการสรรหา จากผู้ซึ่งมิใช่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ สทพ. ที่มีความรู้และประสบการณ์ด้านการคุ้มครอง ผู้ถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมหรือส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศจํานวนสามคน และผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านสิทธิมนุษยชน ด้านนิติศาสตร์ ด้านสังคมศาสตร์ ด้านจิตวิทยา และด้านแรงงาน อย่างน้อย ด้านละหนึ่งคน ให้อธิบดีมีอํานาจแต่งตั้งข้าราชการในกรมเป็นเลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการ หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาประธานกรรมการและกรรมการตามวรรคหน่ึง ให้เป็นไปตามระเบียบ ที่คณะกรรมการ สทพ. กําหนด มาตรา ๑๔ คณะกรรมการ วลพ. มีอํานาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (๑) วินิจฉัยปัญหาที่มีการย่ืนคําร้องว่ามีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศตามมาตรา ๑๘ (๒) กําหนดมาตรการชั่วคราวก่อนมีคําวินิจฉัยเพื่อคุ้มครองหรือบรรเทาทุกข์ตามมาตรา ๑๙ (๓) ออกคําสั่งตามมาตรา ๒๐ (๔) ยื่นเร่ืองต่อผู้ตรวจการแผ่นดินตามมาตรา ๒๑ (๕) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกําหนดให้เป็นอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการ วลพ. มาตรา ๑๕ ให้นําบทบัญญัติมาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๒ มาใช้บังคับกับคณะกรรมการ วลพ. โดยอนุโลม มาตรา ๑๖ ให้กรมรับผิดชอบงานธุรการและงานวิชาการของคณะกรรมการ สทพ . และคณะกรรมการ วลพ. และมีอํานาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (๑) รับคําร้องว่ามีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ พร้อมทั้งทําความเห็นเสนอต่อ คณะกรรมการ สทพ. คณะกรรมการ วลพ. หรือคณะอนุกรรมการ แล้วแต่กรณี (๒) ดําเนินการให้มีการศึกษา การวิจัย และการเผยแพร่ความรู้เก่ียวกับการป้องกันมิให้เกิด การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ (๓) ประสานงานกับบุคคล หน่วยงาน หรือองค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อให้ความคุ้มครองและป้องกันมิให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศทั้งในระดับประเทศ และระหว่างประเทศ หน้า ๒๒ เล่ม ๑๓๒ ตอนที่ ๑๘ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๘ (๔) จัดทํารายงานเก่ียวกับการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ เสนอคณะกรรมการ สทพ. เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีอย่างน้อยปีละหนึ่งคร้ัง (๕) ปฏิบัติการอื่นตามที่กฎหมายกําหนด หรือตามที่รัฐมนตรี คณะกรรมการ สทพ . คณะกรรมการ วลพ. หรือคณะอนุกรรมการมอบหมาย หมวด ๓ การตรวจสอบการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ มาตรา ๑๗ การกําหนดนโยบาย กฎ ระเบียบ ประกาศ มาตรการ โครงการ หรือวิธีปฏิบัติ ของหน่วยงานของรัฐ องค์กรเอกชน หรือบุคคลใดในลักษณะที่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ระหว่างเพศจะกระทํามิได้ การดําเนินการตามวรรคหน่ึง เพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพ ได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น หรือเพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพและความปลอดภัย หรือการปฏิบัติตามหลักการ ทางศาสนา หรือเพื่อความม่ันคงของประเทศ ย่อมไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ มาตรา ๑๘ บุคคลใดเห็นว่าตนได้รับหรือจะได้รับความเสียหายจากการกระทําในลักษณะ ที่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ และมิใช่เป็นเร่ืองที่มีการฟ้องร้องเป็นคดีอยู่ในศาล หรือที่ศาลพิพากษาหรือมีคําสั่งเด็ดขาดแล้ว ให้มีสิทธิยื่นคําร้องต่อคณะกรรมการ วลพ. เพื่อพิจารณา วินิจฉัยว่ามีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศหรือไม่ คําวินิจฉัยของคณะกรรมการ วลพ. ให้เป็นที่สุด ทั้งนี้ หลักเกณฑ์และวิธีการในการย่ืนคําร้อง การพิจารณา และการวินิจฉัยให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรี กําหนดโดยคําแนะนําของคณะกรรมการ สทพ. การร้องขอตามวรรคหนึ่ง ไม่เป็นการตัดสิทธิผู้ร้องในอันที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดต่อศาล ที่มีเขตอํานาจ โดยให้ศาลมีอํานาจกําหนดค่าเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินให้แก่บุคคลซึ่งถูกเลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศได้ และหากการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศนั้นเป็นการกระทํา โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ศาลจะกําหนดค่าเสียหายในเชิงลงโทษให้แก่บุคคลซึ่งถูกเลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศไม่เกินสี่เท่าของค่าเสียหายที่แท้จริงด้วยก็ได้ การใช้สิทธิตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง บุคคลซึ่งถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ อาจขอให้องค์กรที่เก่ียวข้องเป็นผู้ยื่นคําร้องหรือฟ้องคดีแทนได้ การฟ้องคดีตามวรรคสอง ให้ฟ้องภายในระยะเวลาสองปีนับแต่วันที่คณะกรรมการ วลพ. มีคําวินิจฉัย หรือนับแต่วันที่ศาลปกครองมีคําพิพากษาถึงที่สุด แล้วแต่กรณี มาตรา ๑๙ ในระหว่างการพิจารณาวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ คณะกรรมการ วลพ. อาจกําหนดมาตรการชั่วคราวก่อนมีคําวินิจฉัยเพื่อคุ้มครองหรือบรรเทาทุกข์แก่บุคคล ซึ่งถกูเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศเท่าที่จําเป็นและสมควรแก่กรณีก็ได้ หน้า ๒๓ เล่ม ๑๓๒ ตอนที่ ๑๘ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๘ มาตรา ๒๐ ในกรณีที่คณะกรรมการ วลพ. วินิจฉัยว่า เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ระหว่างเพศ ให้มีอํานาจออกคําสั่ง ดังต่อไปนี้ (๑) ให้หน่วยงานของรัฐ องค์กรเอกชน หรือบุคคลที่เก่ียวข้อง ดําเนินการตามอํานาจหน้าที่ ด้วยวิธีใดที่เห็นเหมาะสม เพื่อระงับและป้องกันมิให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ (๒) ให้การชดเชยและเยียวยาผู้เสียหายตามความในหมวด ๔ คําสั่งของคณะกรรมการ วลพ. ตามวรรคหน่ึง จะต้องแสดงเหตุผลอย่างชัดเจนและอาจกําหนด เง่ือนไขใด ๆ ได้เท่าที่จําเป็น รวมทั้งจะมีข้อสังเกตเสนอต่อคณะกรรมการ สทพ. เพื่อให้หน่วยงานของรัฐ องค์กรเอกชน หรือบุคคลที่เก่ียวข้องปฏิบัติเก่ียวกับกรณีใดตามที่เห็นสมควรก็ได้ มาตรา ๒๑ ในกรณีที่คณะกรรมการ วลพ. วินิจฉัยว่า มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ระหว่างเพศโดยอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายท่ีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ และยังไม่มีคําวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เก่ียวกับบทบัญญัตินั้น ให้คณะกรรมการ วลพ. ยื่นเร่ืองต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อพิจารณายื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวขัดหรือแย้ง ต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ มาตรา ๒๒ เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ ให้กรรมการ วลพ. อนุกรรมการ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งคณะกรรมการ วลพ. มอบหมาย มีอํานาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (๑) เข้าไปในเคหสถานหรือสถานที่ใด ๆ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานที่เก่ียวข้องโดยมีหมายค้น (๒) มีหนังสือสอบถามหรือเรียกบุคคลมาให้ถ้อยคํา หรือให้ส่งสิ่งของหรือเอกสารที่เก่ียวข้องมา เพื่อประกอบการพิจารณา ให้ผู้เก่ียวข้องอํานวยความสะดวก ชี้แจงข้อเท็จจริง ตอบหนังสือสอบถาม หรือส่งสิ่งของ หร ือเอกสารที ่เ กี ่ยวข ้องแก ่กรรมการ วลพ . อนุกรรมการ หร ือพน ักงานเจ ้าหน ้าที ่ด ังกล ่าว ในการปฏิบัติการตามวรรคหน่ึง มาตรา ๒๓ ให้กรรมการ วลพ . อนุกรรมการ และพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติการ ตามพระราชบัญญัตินี้เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ในการปฏิบัติหน้าที่ พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องแสดงบัตรประจําตัวต่อบุคคลที่เก่ียวข้องทุกคร้ัง บัตรประจําตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามแบบที่รัฐมนตรีประกาศกําหนด หมวด ๔ การชดเชยและเยียวยาผู้เสียหาย มาตรา ๒๔ เม่ือคณะกรรมการ วลพ. มีคําวินิจฉัยว่ามีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ระหว่างเพศ ให้ผู้เสียหายมีสิทธิขอรับการชดเชยและเยียวยาโดยย่ืนคําขอต่อกรมตามแบบที่อธิบดี ประกาศกําหนดภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคําวินิจฉัยของคณะกรรมการ วลพ. หน้า ๒๔ เล่ม ๑๓๒ ตอนที่ ๑๘ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๘ สิทธิขอรับการชดเชยและเยียวยาตามวรรคหน่ึง เป็นสิทธิเฉพาะตัวไม่อาจโอนกันได้และไม่ตกทอด ทางมรดก มาตรา ๒๕ ในกรณีที่ผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์ คนเสมือนไร้ความสามารถหรือคนไร้ความสามารถ หรือในกรณีที่ผู้เสียหายไม่สามารถย่ืนคําขอรับการชดเชยและเยียวยาด้วยตนเองได้ ผู้ปกครอง ผู้พิทักษ์ ผู้อนุบาล สามีหรือภริยา ผู้ดูแลหรือบุคคลอื่นใดเพื่อประโยชน์ของผู้เสียหาย แล้วแต่กรณี จะย่ืนคําขอแทน ก็ได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีประกาศกําหนด มาตรา ๒๖ การชดเชยและเยียวยาผู้เสียหายให้กระทําโดยให้ความช่วยเหลือประการหนึ่ง ประการใด หรือให้ความช่วยเหลือทางการเงิน ดังต่อไปนี้ (๑) ค่าขาดประโยชน์ทํามาหาได้ในระหว่างที่ไม่สามารถประกอบการงานได้ตามปกติ (๒) ค่าสูญเสียโอกาสที่เป็นค่าเสียหายในเชิงพาณิชย์ซึ่งสามารถคํานวณเป็นเงินได้ (๓) ค่าใช้จ่ายที่เก่ียวข้องในการรักษาพยาบาล รวมทั้งค่าฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายและจิตใจ (๔) การชดเชยและเยียวยาในรูปแบบหรือลักษณะอื่น หลักเกณฑ์ วิธีการ และจํานวนเงินในการชดเชยและเยียวยาผู้เสียหายตามวรรคหน่ึง ให้เป็นไป ตามระเบียบที่คณะกรรมการ สทพ. กําหนด มาตรา ๒๗ การได้รับการชดเชยและเยียวยาตามมาตรา ๒๖ ไม่เป็นการตัดสิทธิผู้เสียหาย ในอันที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดต่อศาลที่มีเขตอํานาจ ทั้งนี้ ให้นําบทบัญญัติมาตรา ๑๘ วรรคสองและวรรคสาม มาใช้บังคับโดยอนุโลม หมวด ๕ กองทุนส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ มาตรา ๒๘ ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่งในกรม เรียกว่า “กองทุนส่งเสริมความเท่าเทียม ระหว่างเพศ” เพื่อเป็นทุนใช้จ่ายเก่ียวกับการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศตามพระราชบัญญัตินี้ มาตรา ๒๙ กองทุน ประกอบด้วย (๑) เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้จากงบประมาณรายจ่ายประจําปี (๒) เงินสนับสนุนจากหน่วยงานที่เก่ียวข้องกับการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ (๓) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้กองทุน (๔) เงินค่าปรับที่ได้รับจากการลงโทษผู้กระทําความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ (๕) ผลประโยชน์ที่เกิดจากกองทุน (๖) รายได้อื่น เงินและทรัพย์สินตามวรรคหนึ่ง ให้ส่งเข้ากองทุนโดยไม่ต้องนําส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน มาตรา ๓๐ เงินในกองทุนนี้ให้ใช้จ่ายภายใต้กรอบวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ (๑) เพื่อกิจกรรมหรือกิจการที่เก่ียวข้องกับการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ (๒) เพื่อคุ้มครองและป้องกันมิให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ หน้า ๒๕ เล่ม ๑๓๒ ตอนที่ ๑๘ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๘ (๓) เพื่อช่วยเหลือ ชดเชยและเยียวยา หรือบรรเทาทุกข์แก่บุคคลซ่ึงตกเป็นผู้เสียหายจาก การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศตามมาตรา ๒๖ (๔) เพื่อการสอดส่องดูแลและให้คําแนะนําหรือคําปรึกษาเก่ียวกับการดําเนินงานของเจ้าหน้าที่ ของรัฐและหน่วยงานของรัฐในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ (๕) เพื่อส่งเสริมการศึกษา การวิจัย และการเผยแพร่ความรู้เก่ียวกับการป้องกันมิให้มี การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ (๖) เพื่อการติดต่อและประสานงานกับบุคคล หน่วยงาน หรือองค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน (๗) เพื่อการอื่นตามที่คณะกรรมการ สทพ. เห็นสมควร มาตรา ๓๑ ให้มีคณะกรรมการบริหารกองทุนคณะหนึ่ง ประกอบด้วย อธิบดีเป็นประธานกรรมการ ผู้แทนสํานักงบประมาณ ผู้แทนกรมบัญชีกลาง และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะกรรมการ สทพ. แต่งตั้ง จํานวนสี่คน ในจํานวนนี้จะต้องเป็นผู้แทนจากภาคเอกชน ซึ่งมีความรู้และประสบการณ์ด้านการส่งเสริม ความเท่าเทียมระหว่างเพศ จํานวนสามคน และด้านการบริหารกองทุน จํานวนหนึ่งคน เป็นกรรมการ ให้รองอธิบดีซึ่งอธิบดีมอบหมายเป็นกรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการบริหารกองทุนจะแต่งตั้งข้าราชการในกรมจํานวนไม่เกินสองคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการก็ได้ มาตรา ๓๒ ให้นําบทบัญญัติมาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๒ มาใช้บังคับกับคณะกรรมการบริหารกองทุนโดยอนุโลม มาตรา ๓๓ คณะกรรมการบริหารกองทุนมีอํานาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (๑) บริหารกองทุน การรับ การจ่ายเงิน และการเก็บรักษาเงินกองทุน รวมทั้งดําเนินการเกี่ยวกับ การระดมทุน การลงทุน การจัดหาผลประโยชน์ และการจัดการกองทุน ให้เป็นไปตามระเบียบที่ คณะกรรมการ สทพ. กําหนดโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง (๒) พิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินชดเชยและเยียวยาแก่ผู้เสียหายเนื่องจากการเลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศตามระเบียบที่คณะกรรมการ สทพ. กําหนด (๓) รายงานสถานะทางการเงินและการบริหารกองทุนต่อคณะกรรมการ สทพ. หมวด ๖ บทกําหนดโทษ มาตรา ๓๔ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคําสั่งของคณะกรรมการ วลพ . ตามมาตรา ๒๐ (๑) ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินสองหม่ืนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ มาตรา ๓๕ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๒๒ วรรคสอง ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหม่ืนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ หน้า ๒๖ เล่ม ๑๓๒ ตอนที่ ๑๘ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๘ มาตรา ๓๖ บรรดาความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ถ้าเจ้าพนักงานดังต่อไปนี้เห็นว่าผู้ต้องหา ไม่ควรได้รับโทษจําคุกหรือไม่ควรถูกฟ้องร้อง ให้มีอํานาจเปรียบเทียบ ดังต่อไปนี้ (๑) อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย สําหรับความผิดที่เกิดข้ึนในกรุงเทพมหานคร (๒) ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมาย สําหรับความผิดที่เกิดขึ้น ในจังหวัดอื่น ในกรณีที่มีการสอบสวน ถ้าพนักงานสอบสวนพบว่าบุคคลใดกระทําความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ และบุคคลนั้นยินยอมให้เปรียบเทียบ ให้พนักงานสอบสวนส่งเร่ืองให้ผู้มีอํานาจเปรียบเทียบตาม (๑) หรือ (๒) แล้วแต่กรณี ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่บุคคลน้ันแสดงความยินยอมให้เปรียบเทียบ เม่ือผู้ต้องหาได้ชําระเงินค่าปรับตามจํานวนที่เปรียบเทียบภายในสามสิบวันแล้วให้ถือว่าคดีเลิกกัน ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หน้า ๒๗ เล่ม ๑๓๒ ตอนที่ ๑๘ ก ราชกิจจานุเบกษา ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๘ หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับน้ี คือ โดยท่ีปัจจุบันไม่มีมาตรการป้องกันการเลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศที่ชัดเจนส่งผลให้บุคคลซึ่งถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศไม่ได้รับ ความคุ้มครองและไม่ได้รับความเป็นธรรมเท่าที่ควร สมควรมีกฎหมายเพ่ือกําหนดมาตรการคุ้มครองผู้ถูกเลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ และป้องกันมิให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ซึ่งสอดคล้องกับ หลักการสิทธิมนุษยชนสากลตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคี จึงจําเป็นต้อง ตราพระราชบัญญัติน้ี