تخطَّ إلى المحتوى
Nelum
قوانين تايلاند

Royal Decree on the Establishment of Community Forests in Other State Areas, B.E. 2567 (2024)

صدر في 2024-11-23 · النص بتاريخ 2026-10-01

القانون العام والإرشادات الرسمية منشورة بوصفها أبحاثاً. ليست مشورة قانونية أو ضريبية أو مالية.

البحث نفسه مكتوب بالإنجليزية. العناوين والوسوم مترجمة؛ أما النتائج والاقتباسات فغير مترجمة.

عن هذا القانون

اللغة
Thai
النوع
لائحة
الدولة
تايلاند
الموضوعات
Forestry
الكلمات المفتاحية
afforestation/reforestation, biodiversity, sustainable development, sustainable use, timber, timber extraction/logging, community management, forest management/forest conservation, forestry protection measures, inspection, authorization/permit

أين تقرؤه

النص

نص القانون نفسه، مادةً مادة، كما هو محفوظ. لكل مادة رابطها.

  1. หนา ๑ เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๗๒ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ พระราชกฤษฎีกา การจัดตั้งป่าชุมชนในพื้นที่อื่นของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๗ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖7 เป็นปีที่ 9 ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรกาหนดการจัดตั้งป่าชุมชนในพื้นที่อื่นของรัฐ อาศัยอานาจตามความในมาตรา ๑๗๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. ๒๕๖๒ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้ มาตรา ๑ พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกาการจัดตั้งป่าชุมชนในพื้นที่อื่นของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๗” มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป มาตรา ๓ ในพระราชกฤษฎีกานี้ “ป่าชุมชน” หมายความว่า พื้นที่อื่นของรัฐนอกเขตป่าอนุรักษ์ที่ได้รับอนุมัติให้จัดตั้งเป็นป่าชุมชน “พื้นที่ของรัฐ” หมายความว่า พื้นที่ดาเนินการของรัฐตามที่มีกฎหมายกาหนดไว้ หนา ๒ เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๗๒ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ มาตรา ๔ ให้ รั ฐ มนตรี ว่ า การกระทรวงทรั พ ยากรธรรมชาติแ ละสิ่ ง แวดล้ อ มรัก ษาการ ตามพระราชกฤษฎีกานี้ หมวด ๑ บททั่วไป มาตรา ๕ การจั ด ตั้ ง ป่ า ชุ ม ชนตามพระราชกฤษฎี ก านี้ ให้ ด าเนิ น การในพื้ น ที่ ข องรั ฐ ที่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมาย ดังต่อไปนี้ (๑) กฎหมายว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ (๒) กฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุ (๓) กฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (๔) กฎหมายเกี่ยวกับที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน มาตรา ๖ การจัดตั้งเป็นป่าชุมชนต้องได้รับความยินยอมหรือได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร จากหน่ ว ยงานของรั ฐ ที่ ป กครองดู แ ลพื้ น ที่ อื่ น ของรั ฐ นั้ น และต้ อ งปฏิ บั ติ ต ามกฎหมายที่ เ กี่ ย วข้ อ ง กาหนดให้ครบถ้วนถูกต้องก่อนขอจัดตั้งป่าชุมชน หมวด ๒ การจัดตั้งป่าชุมชน

  2. มาตรา ๗ การกาหนดขนาดของพื้นที่และสัดส่วนการใช้ประโยชน์ภายในพื้นที่ป่าชุมชน ต้องคานึงถึงสภาพภูมิประเทศ ขนาดของชุมชน และศักยภาพของชุมชนที่มีความสามารถในการจัดการ ป่าชุมชนด้วย การกาหนดขนาดของพื้นที่ป่าชุมชนและสัดส่วนการใช้ประโยชน์ภายในพื้นที่ป่าชุมชนตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามระเบียบที่ออกตามมาตรา ๓๑ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๘ ชุมชนท้องที่ใดที่อยู่ในเขตอาเภอเดียวกันกับพื้นที่ของรัฐที่จะนามาจัดตั้งป่าชุมชน และมี ค วามสามารถดู แ ลรัก ษาป่ า นั้ น ได้ หากประสงค์ จ ะน าพื้ น ที่ ข องรั ฐ นั้น มาจั ด ตั้ ง เป็ น ป่ าชุ มชน ให้ บุ ค คลในชุม ชนนั้ น จ านวนตั้ง แต่ห้ า สิบ คนขึ้ นไปร่วมกันตั้ งตัวแทนเป็น หนัง สือ เพื่ อ ยื่ นค าขอจัด ตั้ง ป่ า ชุ ม ชนต่ อ ผู้ ว่ า ราชการจั ง หวั ด หรื อ ในกรณี ที่ มี ค ณะกรรมการป่า ชุ ม ชนประจ าจั ง หวั ด แล้ วให้ยื่น หนา ๓ เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๗๒ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ ต่อคณะกรรมการป่าชุมชนประจาจังหวัดแห่งท้องที่ที่ป่านั้นตั้งอยู่หรือผู้ซึ่งคณะกรรมการป่าชุมชนประจา จังหวัดมอบหมาย บุคคลในชุมชนตามวรรคหนึ่ง ต้องมีอายุตั้งแต่สิบแปดปีขึ้นไปและมีภูมิลาเนาอยู่ในท้องที่ อันเป็นที่ตั้งของพื้นที่ของรัฐที่ขอจัดตั้งเป็นป่าชุมชนไม่น้อยกว่าห้าปีนับถึงวันที่ยื่นคาขอ ในกรณีที่มีการยื่นคาขอจัดตั้งป่าชุมชนในพื้นที่ของรัฐบริเวณใดและถ้าล่วงพ้นกาหนดระยะเวลา ปิดประกาศหรือเผยแพร่คาขอจัดตั้งป่าชุมชนนั้นตามมาตรา ๑๑ แล้ว จะมีการยื่นคาขอจัดตั้งป่าชุมชน โดยมีพื้นที่ซ้อนกันทั้งหมดหรือบางส่วนกับพื้นที่ของรัฐที่ได้มีการยื่นคาขอไว้ก่อนแล้วอีกมิได้ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอจัดตั้งป่าชุมชน และการอนุมัติให้จัดตั้งป่าชุมชน ให้เป็นไปตามระเบียบที่ออกตามมาตรา ๓๒ วรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๙ การยื่ น ค าขอตามมาตรา ๘ ต้ อ งมี เ อกสารหรื อ หลั ก ฐานประกอบค าขอ ดังต่อไปนี้ (๑) วัตถุประสงค์ของป่าชุมชน (๒) รายชื่อและประวัติโดยสังเขปของผู้ขอจัดตั้งป่าชุมชน ซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะ ต้องห้ามการเป็นสมาชิกป่าชุมชนตามระเบียบที่ออกตามมาตรา ๔๒ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติ ป่าชุมชน พ.ศ. ๒๕๖๒ (๓) รายชื่อคณะกรรมการจัดการป่าชุมชนซึ่งเลือกตั้งจากผู้ขอจัดตั้ งป่าชุมชนตาม (๒) โดยมี คุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามการเป็นกรรมการจัดการป่าชุมชนตามระเบียบที่ออกตามมาตรา ๔๒ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. ๒๕๖๒ (๔) ความเป็น มาของชุมชนโดยสังเขป สภาพพื้นที่ที่ขอจัด ตั้งป่าชุมชนและแผนที่สั ง เขป แสดงอาณาเขตและเขตติดต่อ (๕) แผนจัดการป่าชุมชนซึ่งต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของป่าชุมชน มีการกาหนดบริเวณ เพื่ อ การอนุ รั ก ษ์ แ ละบริ เ วณเพื่ อ การใช้ ป ระโยชน์ หรื อ บริ เ วณเพื่ อ การอนุ รั ก ษ์ เ พี ย งอย่ า งเดี ย ว ให้สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศและสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนในชุมชน รวมทั้งแสดงให้เห็นถึง แผนและวิธีดาเนินการอนุรักษ์ ฟื้นฟู พัฒนา หรือควบคุมดูแลสภาวะแวดล้อมและความหลากหลาย ทางชีวภาพ และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในป่าชุมชนอย่างยั่งยืน โดยต้องไม่ทาให้เกิด การสูญเสียสภาพความเป็นป่าทั้งในบริเวณเพื่อการอนุรักษ์และบริเวณเพื่อการใช้ประโยชน์

  3. หนา ๔ เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๗๒ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ (๖) หนั ง สื อ ยิ น ยอมให้ จั ด ตั้ ง ป่ า ชุ ม ชนในพื้ น ที่ ข องรั ฐ จากหน่ ว ยงานที่ ป กครองดู แ ลพื้ น ที่ ตามกฎหมายแต่ละพื้นที่ (๗) กรณีการยื่นคาขอจัดตั้งป่าชุมชนขนาดใหญ่ ผู้ยื่นคาขอจัดตั้งป่าชุมชนต้องแสดงเอกสาร หรือหลักฐานประกอบเพื่อให้เห็นว่ามีศักยภาพและมีความสามารถในการดูแลรักษาป่าชุมชนได้เป็นอย่างดี จนเป็นที่ประจักษ์ มาตรา ๑๐ ให้สานักจัดการทรัพยากรป่าไม้แห่งท้องที่ที่อธิบดีมอบหมาย ตรวจสอบคาขอ จัดตั้งป่าชุมชนและเอกสารหรือหลักฐานประกอบคาขอให้แล้วเสร็จภายในสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคาขอ ในกรณีที่คาขอจัดตั้งป่าชุมชนและเอกสารหรือหลักฐานประกอบคาขอไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน ให้สานักจัดการทรัพยากรป่าไม้แห่งท้องที่แจ้งให้ผู้ยื่นคาขอจัดตั้งป่าชุมชนแก้ไขเพิ่มเติมคาขอ หรือจัดส่ง เอกสารหรือหลักฐานให้ถูกต้องและครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กาหนดซึ่งต้องไม่น้อยกว่าสามสิบวัน ในกรณีที่ผู้ยื่นคาขอจัดตั้งป่าชุมชนไม่แก้ไขเพิ่มเติมคาขอ หรือไม่จัดส่งเอกสารหรือหลักฐาน ให้ถูกต้องและครบถ้วนภายในระยะเวลาตามวรรคสอง ให้ถือว่าคาขอจัดตั้งป่าชุมชนนั้นเป็นอันยกเลิก นับแต่วันที่พ้นกาหนดระยะเวลาดังกล่าว และให้สานักจัดการทรัพยากรป่าไม้แห่งท้องที่แจ้งเป็นหนังสือ ให้ผู้ยื่นคาขอจัดตั้งป่าชุมชนทราบ มาตรา ๑๑ ให้สานักจัดการทรัพยากรป่าไม้แห่งท้องที่ตรวจสอบและรังวัดพื้นที่ที่ขอจัดตั้ง ป่าชุมชน พร้อมทั้งจัดทาแผนที่แสดงแนวเขตของป่าชุมชนที่ขอจัดตั้งให้แล้วเสร็จภายในสี่สิบห้าวันนับแต่ วันที่คาขอจัดตั้งป่าชุมชนและเอกสารหรือหลักฐานถูกต้องและครบถ้วน ในกรณีที่พบว่าพื้นที่บริเวณใด เป็นพื้นที่ที่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐ หรือบุคคลใดได้รับอนุญาตเข้าทาประโยชน์ พื้น ที่ที่กรมป่าไม้ใช้ห รือจัด การหรือประกาศเป็นพื้นที่ วิจัยหรือจัด การใด ๆ หรือที่ดินที่บุคคลได้มา ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ให้กันบริเวณดังกล่าวออกจากพื้นที่ที่จะขอจัดตั้งป่าชุมชน ให้ สานั กจัด การทรัพยากรป่าไม้แห่งท้องที่ปิด ประกาศคาขอจัด ตั้งป่าชุมชนพร้อมทั้งแผนที่ แสดงแนวเขตของป่ า ชุ ม ชนที่ ข อจั ด ตั้ ง ไว้ ใ นที่ เ ปิ ด เผย ณ ศาลากลางจั ง หวั ด ที่ ว่ า การอ าเภอ และที่ทาการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แห่งท้องที่ที่พื้นที่ของรัฐที่ขอจัดตั้งป่าชุมชนตั้งอยู่หรือสถานที่อื่น หรื อ เผยแพร่ โ ดยวิธี การอื่ น ตามที่ คณะกรรมการป่ าชุ ม ชนประจ าจั งหวัด เห็ นสมควรเป็ นระยะเวลา ไม่น้อยกว่าสามสิบวัน การจัดทาแผนที่แสดงแนวเขตป่าชุมชนตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามระเบียบที่ออกตามมาตรา ๓๕ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. ๒๕๖๒

  4. หนา ๕ เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๗๒ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ มาตรา ๑๒ ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐใด หรือบุคคลซึ่งอยู่ระหว่าง ยื่นคาขอทาประโยชน์ในพื้นที่ของรัฐที่ขอจัดตั้งป่าชุมชน หรือบุคคลตามมาตรา ๑๑ ไม่ว่าจะอยู่ในท้องที่ อันเป็นที่ตั้งของพื้นที่ที่ประสงค์จะจัดตั้งเป็นป่าชุมชนนั้นหรือไม่ มีสิทธิทาหนังสือแสดงข้อคัดค้านการขอ จัดตั้งป่าชุมชนต่อคณะกรรมการป่าชุมชนประจาจังหวัดภายในกาหนดระยะเวลาปิดประกาศหรือเผยแพร่ ค าขอจั ด ตั้ ง ป่ า ชุ ม ชนตามมาตรา ๑๑ ในกรณี ที่ ร ะยะเวลาการปิ ด ประกาศหรื อ เผยแพร่ ค าขอ มิได้ครบกาหนดในวันเดียวกัน ให้ถือวันที่ครบกาหนดหลังสุดเป็นเกณฑ์ มาตรา ๑๓ ให้สานักจัดการทรัพยากรป่าไม้แห่งท้องที่พิจารณาข้อคัดค้านการจัดตั้งป่าชุมชน ตามมาตรา ๑๒ และจั ด ท ารายงานผลการตรวจสอบคาขอจั ด ตั้ง ป่า ชุ มชน แผนที่ แ สดงแนวเขต ของป่าชุมชน และความเห็ น เกี่ยวกับความเหมาะสมในการจัดตั้งป่าชุมชนนั้นเสนอคณะกรรมการ ป่าชุมชนประจาจังหวัดพิจารณาภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่ครบกาหนดระยะเวลาการปิดประกาศ หรือเผยแพร่คาขอจัดตั้งป่าชุมชนตามมาตรา ๑๑ รายงานผลการตรวจสอบคาขอจัดตั้งป่าชุมชนตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามระเบียบที่ออก ตามมาตรา ๓๗ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๑๔ ให้ ค ณะกรรมการป่ า ชุ ม ชนประจ าจั ง หวั ด พิ จ ารณาค าขอจั ด ตั้ ง ป่ า ชุ ม ชน แผนจัดการป่า ชุมชน และรายงานผลการตรวจสอบ ให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับ รายงานผลการตรวจสอบตามมาตรา ๑๓ ในกรณีที่คณะกรรมการป่าชุมชนประจาจังหวัด เห็นว่าแผนจัด การป่าชุมชนไม่ถูกต้องหรือ ไม่เหมาะสม ให้แจ้งให้ผู้ยื่นคาขอจัดตั้งป่าชุมชนแก้ไขแผนจัดการป่าชุมชนได้ โดยต้องแก้ไขให้แล้วเสร็จ ภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากคณะกรรมการป่าชุมชนประจาจังหวัด ในกรณี ที่ มิ ไ ด้ แ ก้ ไ ขแผนจั ด การป่ า ชุ ม ชนให้ แ ล้ ว เสร็ จ ภายในเวลาที่ ก าหนดตามวรรคสอง ให้ถือเป็นเงื่อนไขที่คณะกรรมการป่าชุมชนประจาจังหวัดจะไม่พิจารณาอนุมัติให้จัดตั้งป่าชุมชนได้ มาตรา ๑๕ เมื่ อ คณะกรรมการป่าชุม ชนประจ าจัง หวัดมี มติให้จั ด ตั้งป่าชุมชนตามคาขอ ทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน หรือโดยกาหนดเงื่อนไข หรือมีมติไม่ให้จัดตั้งป่าชุมชนแล้วให้คณะกรรมการ ป่ า ชุ ม ชนประจ าจั ง หวั ด มี ห นั ง สื อ แจ้ ง มติ ดั ง กล่ า วให้ ผู้ ยื่ น ค าขอจั ด ตั้ ง ป่ า ชุ ม ชน ผู้ มี ห นั ง สื อ คั ด ค้ า น และอธิบดี ทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่คณะกรรมการป่าชุมชนประจาจังหวัดมีมติ ผู้ ข อจั ด ตั้ ง ป่ า ชุ ม ชนหรื อ ผู้ มี ห นั ง สื อ คั ด ค้ า นมี สิ ท ธิ อุ ท ธรณ์ ม ติ ข องคณะกรรมการป่ า ชุ ม ชน ประจาจังหวัดต่อคณะกรรมการนโยบายภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งมติตามวรรคหนึ่ง

  5. หนา ๖ เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๗๒ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ ในกรณีที่อธิบดีไม่เห็นด้วยกับมติของคณะกรรมการป่าชุมชนประจาจังหวัด ให้เสนอความเห็น ต่อคณะกรรมการนโยบายพิจารณาภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งมติตามวรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการนโยบายพิจารณาอุทธรณ์ตามวรรคสองหรือความเห็นของอธิบดีตามวรรคสาม ให้ แ ล้ ว เสร็ จ ภายในสี่ สิ บ ห้ า วั น นั บ แต่ วั น ที่ ไ ด้ รั บ อุ ท ธรณ์ ห รื อ ความเห็ น ของอธิ บ ดี ค าวิ นิ จ ฉั ย ของ คณะกรรมการนโยบายให้ เป็น ที่สุด และให้คณะกรรมการป่าชุมชนประจาจังหวัด ปฏิบัติ ให้เ ป็ น ไป ตามคาวินิจฉัยดังกล่าว หนั งสือแจ้งของคณะกรรมการป่าชุมชนประจาจังหวัด คาอุทธรณ์ของผู้ขอจัดตั้งป่าชุมชน หรือผู้มีหนังสือคัดค้าน ความเห็นของอธิบดี และคาวินิจฉัยของคณะกรรมการนโยบายต้องแสดงเหตุผล ประกอบด้วยโดยชัดแจ้ง มาตรา ๑๖ ในกรณีที่คณะกรรมการป่าชุมชนประจาจั งหวัดมีมติอนุมัติแผนจัดการป่าชุมชน และให้จัดตั้งป่าชุมชนได้ โดยอธิบดีเห็นด้วยกับมติของคณะกรรมการป่าชุมชนประจาจังหวัดตามมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง และปรากฏว่าไม่มีการอุทธรณ์ตามกาหนดระยะเวลาอุทธรณ์ตามมาตรา ๑๕ วรรคสอง หรือในกรณีที่คณะกรรมการนโยบายพิจารณาความเห็ นที่ได้รับจากอธิบดีตามมาตรา ๑๕ วรรคสาม หรือพิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา ๑๕ วรรคสอง แล้วมีคาวินิจฉัยให้จัดตั้งป่าชุมชนได้ ให้อธิบดีประกาศ การอนุมัติจัดตั้งป่าชุมชนในราชกิจจานุเบกษา โดยมีสาระสาคัญตามระเบียบที่ออกตามมาตรา ๔๐ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติป่า ชุมชน พ.ศ. ๒๕๖๒ และให้มีแผนที่แสดงแนวเขตของป่าชุมชนนั้น แนบท้ายประกาศด้วย การจัดตั้งป่าชุมชนมีผลเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว มาตรา ๑๗ ในระหว่างระยะเวลาปิดประกาศหรือเผยแพร่คาขอจัดตั้งป่าชุมชนตามมาตรา ๑๑ หากปรากฏว่ามีการยื่นคาขอจัดตั้งป่าชุมชนในพื้นที่ของรัฐแห่งเดียวกันมากกว่าหนึ่งคาขอ โดยแต่ละคาขอ ระบุ เ ขตป่า ชุม ชนที่จ ะขอจั ด ตั้งซ้อ นพื้ น ที่ กั นทั้ง หมดหรือ บางส่ วน ให้ ส านั ก จัด การทรั พ ยากรป่าไม้ แห่งท้องที่ระงับการพิจารณาคาขอจัดตั้งป่าชุมชนที่มีพื้นที่ซ้อนกันนั้นและแจ้งให้ผู้ยื่นคาขอจัดตั้งป่าชุมชน ดังกล่าวทาความตกลงร่วมกันเกี่ยวกับพื้นที่ที่ขอจัดตั้งป่าชุมชน องค์ประกอบของคณะกรรมการจัดการ ป่าชุมชน แผนจัดการป่าชุมชน และรายละเอียดต่าง ๆ ที่ระบุไว้ในคาขอจัดตั้งป่าชุมชน ทั้งนี้ จะต้อง ดาเนินการให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสานักจัดการทรัพยากรป่าไม้แห่งท้องที่

  6. หนา ๗ เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๗๒ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ ในกรณีที่ผู้ยื่นคาขอจัดตั้งป่าชุมชนตามวรรคหนึ่งทาความตกลงร่วมกันได้โดยขอถอนคาขอ จัดตั้งป่าชุมชน คงเหลือคาขอจัดตั้งป่าชุมชนเพียงคาขอเดียว ให้สานักจัดการทรัพยากรป่าไม้แห่งท้องที่ พิ จ ารณาค าขอจั ด ตั้งป่ าชุ มชนนั้ น ต่อจากขั้ นตอนที่ร ะงั บการพิ จ ารณาไว้ และจ าหน่ ายค าขอจัด ตั้ง ป่าชุมชนที่ผู้ยื่นคาขอจัดตั้งป่าชุมชนขอถอนออกจากสารบบ ในกรณีที่ผู้ยื่นคาขอจัดตั้งป่าชุมชนตามวรรคหนึ่งทาความตกลงร่วมกันได้และขอถอนคาขอ จัดตั้งป่าชุมชนที่ยื่นไว้เพื่อร่วมกันจัดทาคาขอจัดตั้งป่าชุมชนเป็นคาขอเดียว ให้สานักจัดการทรัพยากร ป่าไม้แห่งท้องที่จาหน่ายคาขอจัดตั้งป่าชุมชนที่ระงับการพิจารณาไว้ออกจากสารบบ ในกรณีที่ผู้ยื่นคาขอจัดตั้งป่าชุมชนไม่สามารถดาเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กาหนด ตามวรรคหนึ่ ง ให้ ส านั ก จั ด การทรั พ ยากรป่ า ไม้ แ ห่ ง ท้ อ งที่ จ าหน่ า ยค าขอจั ด ตั้ ง ป่ า ชุ ม ชนที่ ร ะ งั บ การพิจารณาไว้ออกจากสารบบ หมวด ๓ การจัดการป่าชุมชน มาตรา ๑๘ เมื่อได้ประกาศการจัดตั้งป่าชุมชนแล้ว ให้ผู้ซึ่งมีรายชื่ออยู่ในบัญชีตามมาตรา ๙ (๒) เป็นสมาชิกป่าชุมชน และ (๓) เป็นคณะกรรมการจัดการป่าชุมชน ประเภท คุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของสมาชิกป่าชุมชนและกรรมการจัดการป่าชุมชน การแก้ไขเปลี่ยนแปลงสมาชิกป่าชุมชน การเลือกตั้งคณะกรรมการจัดการป่าชุมชน องค์ประกอบ และจานวนกรรมการ วาระการดารงตาแหน่ง การพ้นจากตาแหน่ง การดารงตาแหน่งแทนกรรมการ จัดการป่าชุมชนที่พ้นจากตาแหน่งก่อนครบวาระ ให้เป็นไปตามระเบียบที่ออกตามมาตรา ๔๒ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๑๙ การจั ด การป่ าชุ มชน ให้ ก ระท าโดยคณะกรรมการจั ด การป่ าชุ มชนร่วมกับ สมาชิกป่าชุมชน ซึ่งต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของป่าชุมชนและแผนจัดการป่าชุมชนที่ได้รับอนุมัติจาก คณะกรรมการป่าชุมชนประจาจังหวัด ทั้งนี้ การแสดงเจตนาของคณะกรรมการจัด การป่าชุ ม ชน ให้กระทาโดยมติคณะกรรมการจัดการป่าชุมชน

  7. หนา ๘ เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๗๒ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ มาตรา ๒๐ ให้คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนมีหน้าที่และอานาจ ดังต่อไปนี้ (๑) ร่วมมือกับพนักงานเจ้าหน้าที่ในการจัดให้มีหลักเขต ป้าย หรือเครื่องหมายอื่นตามมาตรา ๒๕ (๒) ออกข้อบังคับเกี่ยวกับการจัดการป่าชุมชน หลักเกณฑ์การรับบุคคลเป็นสมาชิกป่าชุมชน และการจัดการทรัพย์สินส่วนกลางของป่าชุมชน ทั้งนี้ ต้องไม่ขัดหรือแย้งกับระเบียบที่ออกตามหมวด ๕ แห่งพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. ๒๕๖๒ (๓) ดูแลรักษาป่าชุมชน บารุงและฟื้นฟูป่าชุมชน ส่งเสริมการศึกษาเรียนรู้และสร้างจิตสานึก เกี่ยวกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพในป่าชุมชน และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ป่าชุมชน (๔) ดูแลรักษาทรัพย์สินส่วนกลางของป่าชุมชน รวมทั้งจัดทาบัญชีทรัพย์สินส่วนกลางของป่าชุมชน ตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกาหนด และรายงานให้คณะกรรมการป่าชุมชนประจาจังหวัดทราบทุกปี (๕) ดูแลให้สมาชิกป่าชุมชนปฏิบัติหน้าที่ที่กาหนดตามพระราชกฤษฎีกานี้ (๖) สั่งให้ผู้หนึ่งผู้ใดที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับตาม (๒) ออกจากป่ าชุมชน หรือ ให้ ก ระท าการหรื อ งดเว้น กระท าการใด ๆ ในเขตป่ า ชุ มชน เพื่ อ ให้ เ ป็ น ไปตามข้อ บั งคั บ ตาม (๒) หรือพระราชกฤษฎีกานี้ (๗) ไกล่เกลี่ยหรือประนีประนอมเมื่อเกิดความขัดแย้งในการจัดการป่าชุมชน (๘) ช่ ว ยเหลื อ พนั ก งานเจ้ า หน้ า ที่ ใ นกรณี ที่ มี ก ารจั บ กุ ม ปราบปรามผู้ ก ระท าความผิ ด ตามพระราชกฤษฎีกานี้ (๙) มีมติรับบุคคลเป็นสมาชิกป่าชุมชน หรือมีมติด้วยคะแนนเสียงจานวนไม่น้อยกว่าสามในสี่ ให้สมาชิกป่าชุมชนพ้นจากการเป็นสมาชิกป่าชุมชน (๑๐) ดาเนินการตามที่เห็นสมควรเพื่อป้องกันหรือบรรเทาความเสียหายแก่ป่าชุมชน (๑๑) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กาหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกานี้ หรือตามที่คณะกรรมการนโยบาย หรือคณะกรรมการป่าชุมชนประจาจังหวัดกาหนดให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการจัดการป่าชุมชน การออกข้อบังคับตาม (๒) ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการป่าชุมชนประจาจังหวัดก่อน

  8. หนา ๙ เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๗๒ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ ในกรณีที่คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนหรือกรรมการจัดการป่าชุมชนฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ หน้ า ที่ ต ามพระราชกฤษฎี ก านี้ คณะกรรมการป่ า ชุ มชนประจ าจั ง หวั ด จ านวนไม่น้ อ ยกว่ า สามในสี่ ของคณะกรรมการป่าชุมชนประจาจังหวัดทั้งหมดเท่าที่มีอยู่อาจมีมติให้กรรมการจัดการป่าชุมชนทั้งคณะ หรือกรรมการจัดการป่าชุมชนที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหน้าที่พ้นจากการเป็นกรรมการจัดการป่าชุมชน และมิให้ผู้นั้นกลับมาเป็นกรรมการจัดการป่าชุมชนอีก มาตรา ๒๑ สมาชิกป่าชุมชนมีหน้าที่ในการดูแลรักษาป่าชุมชน ดังต่อไปนี้ (๑) ปฏิบัติตามระเบียบของคณะกรรมการนโยบาย ข้อบังคับของคณะกรรมการจัดการป่าชุมชน และแผนจัดการป่าชุมชนตามหมวด ๕ แห่งพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. ๒๕๖๒ (๒) ร่วมมือกับทางราชการในการดูแลรักษาป่าชุมชน สัตว์ป่า และทรัพยากรธรรมชาติในป่าชุมชน (๓) ร่วมมือกับคณะกรรมการจัดการป่าชุมชนในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ในป่าชุมชน สมาชิกป่าชุมชนที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชกฤษฎีกานี้ คณะกรรมการจัดการป่าชุมชน จานวนไม่น้อยกว่าสามในสี่ของคณะกรรมการจัดการป่าชุมชนทั้งหมดเท่าที่มีอยู่อาจมีมติให้สมาชิก ป่าชุมชนผู้นั้นพ้นจากการเป็นสมาชิกป่าชุมชนได้ มาตรา ๒๒ แผนจั ดการป่ าชุ มชนที่ คณะกรรมการป่ าชุ มชนประจ าจั งหวั ดอนุมั ติแล้ วให้ ใช้ บังคับได้เป็นเวลาห้าปี ให้คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนเสนอแผนจัดการป่าชุมชนต่อคณะกรรมการป่าชุมชนประจา จังหวัดพิจารณาอนุมัติก่อนแผนจัดการป่าชุมชนเดิมหมดอายุไม่น้อยกว่าหกเดือน ในการพิ จ ารณาแผนจั ด การป่ า ชุ ม ชน หากคณะกรรมการป่ า ชุ ม ชนประจ าจั ง หวัด เห็น ว่า แผนจั ด การป่ า ชุ ม ชนไม่ ถู ก ต้ อ งหรื อ ไม่ เ หมาะสม ให้ แ จ้ ง ให้ ค ณะกรรมการจั ด การป่ า ชุ ม ชนแก้ ไ ข แผนจัดการป่าชุมชนดังกล่าวภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากคณะกรรมการป่าชุมชนประจาจังหวัด ในกรณีที่คณะกรรมการป่าชุมชนประจาจังหวัดไม่อนุมัติแผนจัดการป่าชุมชนตามวรรคสอง ให้นาความในมาตรา ๑๕ ในส่วนที่เกี่ยวกับการอุทธรณ์มติและการพิจารณาอุทธรณ์มาใช้บังคับโดยอนุโลม ในกรณีที่คณะกรรมการป่าชุมชนประจาจังหวัดอนุมัติแผนจัดการป่าชุมชนใหม่แล้ว ให้นาแผนจัดการ ป่าชุมชนดังกล่าวมาใช้บังคับถัดจากวันที่แผนจัดการป่าชุมชนเดิมหมดอายุลงหรือในวันที่คณะกรรมการ ป่าชุมชนประจาจังหวัดกาหนด แล้วแต่กรณี

  9. หนา ๑๐ เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๗๒ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ ในระหว่างที่แผนจัดการป่าชุมชนเดิมหมดอายุลง ถ้าคณะกรรมการป่าชุมชนประจาจังหวัด ยังไม่อนุมัติแผนจัดการป่าชุมชนใหม่ ให้นาแผนจัดการป่าชุมชนเดิมมาใช้ต่อไปจนกว่าจะมีการอนุมัติ แผนจัดการป่าชุมชนใหม่ มาตรา ๒๓ ในกรณีที่คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนประสงค์จะปรับปรุงแผนจัดการป่าชุมชน ในระหว่างที่แผนจัดการป่าชุมชนยังไม่หมดอายุ ให้คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนเสนอแผนจัดการป่าชุมชน ที่ปรับปรุงแล้วต่อคณะกรรมการป่าชุมชนประจาจังหวัดพิจารณาอนุมัติ และให้นาความในมาตรา ๒๒ วรรคสามและวรรคสี่ มาใช้บังคับโดยอนุโลม เมื่อคณะกรรมการป่าชุมชนประจาจังหวัดอนุมัติแผนจัดการป่าชุมชนที่ปรับปรุงแล้ว ให้นาแผน จัดการป่าชุมชนดังกล่าวมาใช้บังคับแทนแผนจัดการป่าชุมชมเดิมในวันที่คณะกรรมการป่าชุมชนประจา จังหวัดกาหนด มาตรา ๒๔ ในกรณีที่มีเหตุอันสมควร คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนอาจขอขยายเขตป่าชุมชน หรือขอให้เพิกถอนป่าชุมชนทั้งหมดหรือบางส่วนได้ แต่ต้องแสดงเหตุผลและรายละเอียดโดยชัดแจ้ง ในกรณีที่เป็นการขอขยายเขตป่าชุมชน ให้นาความในมาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ มาตรา ๑๓ มาตรา ๑๔ มาตรา ๑๕ มาตรา ๑๖ และมาตรา ๑๗ มาใช้บังคับโดยอนุโลม ในกรณี ที่ เ ป็ น การขอเพิ ก ถอนป่ า ชุ ม ชนบางส่ ว น เมื่ อ อธิ บ ดี มี ค าสั่ ง ให้ เ พิ ก ถอนป่ า ชุ ม ชน ตามมาตรา ๕๓ แล้ว ให้คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนปรับปรุงแผนจัดการป่าชุมชนให้สอดคล้องกับ พื้น ที่ของป่าชุมชนที่ลดลง และเสนอคณะกรรมการป่าชุมชนประจาจังหวัด พิจารณาอนุมัติภายใน หกสิบวันนับแต่วันที่อธิบดีมีคาสั่ง และให้นาความในมาตรา ๒๓ มาใช้บังคับโดยอนุโลม มาตรา ๒๕ พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องจัดให้มีหลักเขต ป้าย หรือเครื่องหมายอื่นแสดงแนวเขต ป่าชุมชน บริเวณเพื่อการอนุรักษ์ และบริเวณเพื่อการใช้ประโยชน์ไว้โดยรอบเพื่อให้ ประชาชนเห็นได้ว่า เป็นเขตป่าชุมชน รวมทั้งต้องจัดให้มีการซ่อมแซมหลักเขต ป้าย หรือเครื่องหมายอื่นที่ชารุด เสียหาย หรื อ สู ญ หายด้ ว ย และคณะกรรมการจั ด การป่ า ชุ ม ชนและสมาชิ ก ป่ า ชุ ม ชนต้ อ งให้ ค วามร่ ว มมื อ ในการดาเนินการนี้ด้วย หลักเกณฑ์ วิธีการ และรูปแบบ ในการจัดให้มีหลักเขต ป้าย หรือเครื่องหมายอื่นตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามระเบียบที่ออกตามมาตรา ๔๙ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. ๒๕๖๒

  10. หนา ๑๑ เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๗๒ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ มาตรา ๒๖ ภายในป่าชุมชน สมาชิกป่าชุมชนมีสิทธิเข้าป่าชุมชนเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ และมี สิ ท ธิ ใ ช้ ป ระโยชน์ จ ากผลผลิ ต และบริ ก ารป่ า ชุ ม ชนซึ่ ง ต้ อ งสอดคล้ อ งกั บ แผนจั ด การป่ า ชุ ม ชน ที่คณะกรรมการป่าชุมชนประจาจังหวัดอนุมัติ ในกรณีดังต่อไปนี้ (๑) การเก็บหาของป่าในป่าชุมชน (๒) การใช้ประโยชน์จากไม้ให้ทาได้ในบริเวณเพื่อการใช้ประโยชน์ โดยต้องไม่ใช้ประโยชน์ จากไม้ ท รงคุ ณ ค่ า ที่ เ กิ ด ขึ้ น ตามธรรมชาติ และให้ ท าได้ ต ามความจ าเป็ น เพี ย งเฉพาะเพื่ อ ใช้ ส อย ในครัวเรือนของสมาชิกป่าชุมชน หรือใช้ในกิจกรรมสาธารณะภายในชุมชนนั้น (๓) การใช้ประโยชน์ จากทรั พยากรธรรมชาติอื่นในป่าชุมชนให้ทาได้ต ามความจาเป็น ต่ อ การอุปโภคบริโภคในครัวเรือนของสมาชิกป่าชุมชน หรือใช้ในกิจกรรมสาธารณะภายในชุมชนนั้น การใช้ ป ระโยชน์ จ ากผลผลิ ต และบริ ก ารป่ า ชุ ม ชนตามวรรคหนึ่ ง ต้ อ งเป็ น ไปอย่ า งสมดุล และยั่งยืน ไม่ทาลายความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในป่าชุมชน และ ให้ เ ป็ น ไปตามหลั ก เกณฑ์ วิ ธี ก าร และเงื่ อ นไขตามระเบี ย บที่ อ อกตามมาตรา ๕๐ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. ๒๕๖๒ โดยระเบียบดังกล่าวจะกาหนดข้อห้ามการใช้ประโยชน์ จากผลผลิ ต และบริก ารป่า ชุม ชนชนิ ด หรื อประเภทใด หรื อ ก าหนดให้ก ารใช้ ประโยชน์จ ากผลผลิต และบริการป่าชุมชนชนิดใด ประเภทใด หรือกรณีใด ต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากคณะกรรมการ ป่าชุมชนประจาจังหวัดด้วยก็ได้ มาตรา ๒๗ คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนและสมาชิกป่าชุมชนอาจใช้ประโยชน์จากป่าชุมชน เพื่ อ ส่ ง เสริ ม การศึ ก ษาเรี ย นรู้ แ ละสร้ า งจิ ต ส านึก เกี่ ย วกั บ การอนุรั ก ษ์ และฟื้ น ฟู ท รั พ ยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมในป่าชุมชน รวมทั้งการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โดยชุมชนได้ ทั้งนี้ ภายใต้แผนจัดการป่าชุมชน ที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการป่าชุมชนประจาจังหวัด ในการใช้ประโยชน์จากป่าชุมชนตามวรรคหนึ่ง ห้ามมิให้กระทาการ ดังต่อไปนี้ (๑) กระท าการใด ๆ ที่ เ ป็ น การเสื่ อมสภาพแก่ป่ าชุม ชน หรื อ ท าให้เ สีย หายหรือ ทาลาย ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ (๒) การกระทาอื่นใดตามระเบียบที่ออกตามมาตรา ๕๑ วรรคสอง (๒) แห่งพระราชบัญญัติ ป่าชุมชน พ.ศ. ๒๕๖๒

  11. หนา ๑๒ เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๗๒ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ มาตรา ๒๘ ในกรณีที่คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนหรือสมาชิกป่าชุมชนมีความจาเป็น ต้ อ งใช้ ป ระโยชน์ จ ากไม้ ที่ เ กิ ด ขึ้ น ตามธรรมชาติ ใ นป่ า ชุ ม ชนเพื่ อ บรรเทาความเดื อ ดร้ อ นเสี ย หาย อัน เนื่ องมาจากประสบเหตุภัยพิบัติสาธารณะหรือมีเหตุจาเป็นเพื่อช่วยเหลือราษฎรเป็นกรณีพิเศษ ต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากคณะกรรมการป่าชุมชนประจาจังหวัด หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขออนุญาตและการอนุญาต ให้เป็นไปตามระเบียบ ที่ออกตามมาตรา ๕๒ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๒๙ บุคคลที่มิใช่สมาชิกป่าชุมชนมีสิทธิเข้าป่าชุ มชนเพื่อการศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับ การอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พักผ่อนหย่อนใจ และเก็บหาของป่าได้เฉพาะ เท่าที่กาหนดในข้อบังคับเกี่ยวกับการจัดการป่าชุมชนตามมาตรา ๒๐ (๒) มาตรา ๓๐ บรรดาไม้ แ ละของป่ า ที่ ไ ด้ ม าจากป่ า ชุ ม ชนตามแผนจั ด การป่ า ชุ ม ชน ที่คณะกรรมการป่าชุมชนประจาจังหวัด อนุมัติ หรือตามหลักเกณฑ์ที่พระราชกฤษฎีกานี้กาหนดไว้ ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม ค่าภาคหลวง หรือค่าใช้จ่ายในการบารุงป่า มาตรา ๓๑ เงิ น ค่ า ปรั บ ที่ ไ ด้ รั บ ตามพระราชกฤษฎี ก านี้ อั น เกิ ด จากการกระท าความผิ ด ในป่ า ชุ ม ชนแห่ ง ใด ให้ หั ก ไว้ เ ป็ น ค่ า ใช้ จ่ า ยในการจั ด การป่ า ชุ ม ชนนั้ น เป็ น จ านวนร้ อ ยละห้ า สิ บ ของเงินค่าปรับดังกล่าว ส่วนที่เหลือให้นาส่งเป็นรายได้แผ่นดิน ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามระเบียบที่ออก ตามมาตรา ๕๕ แห่งพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๓๒ เ พื่ อ เ ป็ น ก า ร ส นั บ ส นุ น ก า ร จั ด ก า ร ป่ า ชุ ม ช น ใ ห้ เ กิ ด ค ว า ม ยั่ ง ยื น คณะกรรมการนโยบายมีอานาจกาหนดอัตราและวางระเบียบเกี่ยวกับการให้คณะกรรมการจัดการ ป่ า ชุ ม ชนเรี ย กเก็ บ ค่ าธรรมเนี ย ม ค่ า ตอบแทน หรื อ ค่ า บริ ก าร จากบุ ค คลที่ มิ ใ ช่ ส มาชิ ก ป่ า ชุมชน เนื่องในการใช้ประโยชน์จากป่าชุมชนก็ได้ เงิ น ที่ เ ก็ บได้ต ามวรรคหนึ่ ง เงิ น ค่ า ปรับ ตามมาตรา ๓๑ เงิ น ที่ มี ผู้ บริจ าค เงิ น สนับสนุ น จากรัฐบาลและเงินรายได้อื่น ๆ ให้ตกเป็นของทรัพย์สินส่วนกลางของป่าชุมชนและเก็บรักษาไว้ใช้จ่าย ในการจัดการป่าชุมชน หรือตามวัตถุประสงค์ของผู้บริจาค ทั้ งนี้ ให้เป็นไปตามระเบียบที่ออกตาม มาตรา ๕๖ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๓๓ ให้คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนมีอานาจทานิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สิน ส่วนกลางของป่าชุมชนและดาเนินคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนกลางของป่าชุมชนได้

  12. หนา ๑๓ เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๗๒ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ การทานิติกรรมและการดาเนินคดีตามวรรคหนึ่ง ให้กระทาโดยมติของคณะกรรมการจัดการ ป่าชุมชนจานวนเกินกึ่งหนึ่งของกรรมการจัดการป่าชุมชนทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ และเมื่อคณะกรรมการ มีมติเป็นประการใดแล้ว จะมอบอานาจเป็นหนังสือให้กรรมการคนใดคนหนึ่งทานิติกรรมและดาเนินคดี เกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนกลางของป่าชุมชนแทนคณะกรรมการจัดการป่าชุมชนก็ได้ มาตรา ๓๔ ผู้ใดฝ่าฝืนพระราชกฤษฎีกา ระเบียบหรือข้อบังคับที่ออกตามพระราชบัญญัติ ป่าชุมชน พ.ศ. ๒๕๖๒ และก่อให้เกิดความเสียหายแก่สัตว์ พืช ทรัพยากรธรรมชาติ หรือสิ่งแวดล้อม ในป่าชุมชน ให้กรมป่าไม้มีอานาจฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทน ดังต่อไปนี้ (๑) ค่าใช้จ่ายที่รัฐได้จ่ายไปในการเคลื่อนย้ายสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสียหายหรือกระทาให้สิ่งนั้น หมดสภาพความเป็นอันตรายหรือความเป็นพิษ ตลอดจนการนาเอาของนั้นมาเก็บ กัก หรือรักษาไว้ (๒) ค่าใช้จ่ายที่รัฐได้จ่ายไปในการทาให้ทรัพยากรธรรมชาติกลับคืนสู่สภาพเดิม (๓) ค่ า ใช้ จ่ า ยที่ รั ฐ ได้ จ่ า ยไปในการช่ ว ยเหลื อ เยี ย วยาบุ ค คลหรื อ ทรั พ ย์ สิ น ของบุ ค คลอื่ น เนื่องในความเสียหายนั้น (๔) ค่ า ด าเนิ น งานต่ า ง ๆ ของรั ฐ ในการประเมิ น ความเสี ย หายและประเมิ น ค่ า ใช้ จ่ า ย ในการเยียวยาผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพของบุคคล (๕) ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่รัฐได้จ่ายในการดาเนินการใด ๆ เพื่อให้ได้รับค่าสินไหมทดแทน ตามกฎหมาย (๖) มูลค่าของทรัพยากรธรรมชาติที่เสียหาย ในกรณีที่คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนได้ออกค่าใช้จ่ายในการดาเนินการส่วนใดตามวรรคหนึ่ง หรือในกรณี ที่การกระทาหรือละเว้น กระทาการใดตามวรรคหนึ่งก่อให้เกิด ความเสียหายแก่สมาชิ ก ป่าชุมชนในการใช้ประโยชน์จากผลผลิตและบริการป่าชุมชน ให้คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนมีอานาจ เข้าเป็นโจทก์ร่วมกับกรมป่าไม้หรือมีอานาจฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ มาตรา ๓๕ ให้นาความในมาตรา ๓๔ มาใช้บังคับแก่ผู้กระทาการหรือละเว้นกระทาการใด ๆ ไม่ว่าโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อหรือไม่ก็ตาม และก่อให้เกิดความเสียหายแก่สัตว์ พืช ทรัพยากรธรรมชาติ หรือสิ่งแวดล้อมในป่าชุมชน โดยอนุโลม มาตรา ๓๖ ในการดาเนินคดีตามมาตรา ๓๓ มาตรา ๓๔ และมาตรา ๓๕ คณะกรรมการ จัดการป่าชุมชนอาจขอให้พนักงานอัยการดาเนินคดีให้ก็ได้ และให้ได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง

  13. หนา ๑๔ เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๗๒ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ มาตรา ๓๗ ในกรณี ที่ เ กิ ด ความเสี ย หายแก่ ท รั พ ย์ สิ น ส่ ว นกลางของป่ า ชุ ม ชนและ คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนมิไ ด้ดาเนิ นการฟ้องคดี ให้อธิบดีมีอานาจส่งเรื่องให้พนักงานอัยการ พิจารณาฟ้องคดีดังกล่าวเพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนความเสียหายเพื่อจ่ายให้เป็นทรัพย์สินส่วนกลาง ของป่าชุมชนนั้นได้ มาตรา ๓๘ บทบัญญัติในมาตรา ๓๔ และมาตรา ๓๕ ไม่เป็นการลบล้างหรือจากัดหน้าที่ และความรับผิดที่บุคคลมีอยู่ ตามบทบัญญัติของกฎหมายอื่น และไม่เป็นการตัดอานาจของผู้มีหน้าที่ และอานาจตามกฎหมายอื่นที่จะดาเนินการตามหน้าที่และอานาจของตน หมวด ๔ การควบคุมดูแลป่าชุมชน มาตรา ๓๙ ภายในป่าชุมชน ห้ามมิให้บุคคลใดกระทาการ ดังต่อไปนี้ (๑) ยึดถือ ครอบครอง หรือใช้เป็นที่อยู่อาศัยหรือที่ทากิน (๒) ก่นสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ขุดหาแร่ ล่าสัตว์ป่าสงวนหรือสัตว์ป่าคุ้มครองตามกฎหมาย ว่ า ด้ ว ยการสงวนและคุ้มครองสัต ว์ป่า หรื อกระทาการด้วยประการใด ๆ อั น เป็นการเสื่อมเสียแก่ สภาพป่าชุมชน เว้นแต่เป็นการกระทาของพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อประโยชน์ในการบารุงรักษาและป้องกัน หรือบรรเทาความเสียหายแก่ป่าชุมชน หรือเป็นการกระทาของกรรมการจัดการป่าชุมชน เจ้าหน้าที่ ป่าชุมชนหรือสมาชิกป่าชุมชน ตามแผนจัด การป่าชุมชนที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการป่าชุมชน ประจาจังหวัด (๓) ใช้ประโยชน์จากไม้ เว้นแต่เป็นการกระทาตามมาตรา ๒๖ (๒) หรือมาตรา ๒๘ (๔) ก่ อ สร้ า งสิ่ ง ปลู ก สร้ า ง เว้ น แต่ เ ป็ น การก่ อ สร้ า งสิ่ ง ปลู ก สร้ า งที่ จ าเป็ น เพื่ อ ประโยชน์ ในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการจัดการป่าชุมชนตามมาตรา ๒๐ (๓) เช่น การสร้างหอดูไฟป่า ฝายชะลอน้า ที่พักลาดตระเวน หรือศาลาเรียนรู้ โดยสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวต้องมีลักษณะกลมกลืนกับ สภาพแวดล้ อ ม ไม่ เ ป็ น การท าลายสภาพธรรมชาติ เ ดิ ม และต้ อ งได้ รั บ อนุ ญ าตเป็ น หนั ง สื อ จาก คณะกรรมการป่าชุมชนประจาจังหวัดก่อน มาตรา ๔๐ เพื่ อ ประโยชน์ ใ นการปกป้ อ ง รั ก ษา และอนุ รั ก ษ์ ท รั พ ยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพในป่าชุมชนให้เป็นไปอย่างสมดุลและยั่งยืน ให้เจ้าหน้าที่ ป่าชุมชนซึ่งคณะกรรมการป่าชุมชนประจาจังหวัดแต่งตั้ง มีหน้าที่ ดังต่อไปนี้

  14. หนา ๑๕ เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๗๒ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ (๑) ตรวจสอบพื้น ที่แ ละตรวจตราดูแลการดาเนินการใช้ประโยชน์จากผลผลิตและบริการ ป่ า ชุ ม ชนของสมาชิ ก ป่ า ชุ ม ชนและบุ ค คลที่ มิ ใ ช่ ส มาชิ ก ป่ า ชุ ม ชน และการด าเนิ น กิ จ การต่ า ง ๆ ในป่าชุมชน (๒) แนะน า ให้ ค วามรู้ และสร้ า งจิ ต ส านึ ก แก่ บุ ค คลในชุ ม ชนและบุ ค คลที่ อ ยู่ ร อบพื้ น ที่ ป่ า ชุ ม ชนในการดู แ ลรั ก ษาและอนุ รั ก ษ์ ท รั พ ยากรธรรมชาติ สิ่ ง แวดล้ อ ม และความหลากหลาย ทางชีวภาพในป่าชุมชน รวมทั้งรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่น ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมประเพณีในท้องถิ่น (๓) ป้องกันหรือบรรเทาความเสียหายแก่ป่าชุมชน (๔) สนับสนุนการดาเนินงานของคณะกรรมการจัดการป่าชุมชนให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกานี้ (๕) รายงานคณะกรรมการป่ า ชุ ม ชนประจ าจั ง หวั ด เมื่ อ ปรากฏว่ า มี ก รณี จ ะต้ อ งเพิ ก ถอน ป่าชุมชนทั้งหมดหรือบางส่วน มาตรา ๔๑ ในการปฏิ บั ติ ห น้ า ที่ ข องเจ้ า หน้ า ที่ ป่ า ชุ ม ชนตามมาตรา ๔๐ หากพบว่ า มี ผู้ ก ระท าการฝ่ า ฝื น หรื อ ไม่ ป ฏิ บั ติ ต ามพระราชกฤษฎี ก านี้ ระเบี ย บของคณะกรรมการนโยบาย หรือข้อบังคับของคณะกรรมการจัดการป่าชุมชน และไม่อาจเรียกประชุมคณะกรรมการจัดการป่าชุมชน ได้ทัน ให้มีอานาจสั่งให้ผู้นั้นกระทาการหรืองดเว้นการกระทาใด ๆ ในป่าชุมชนได้ หากผู้นั้นไม่ปฏิบัติ ตามคาสั่ง ให้ มีอานาจสั่งให้ผู้นั้นออกจากป่าชุมชน และให้รายงานคณะกรรมการจัดการป่าชุมชน และคณะกรรมการป่าชุมชนประจาจังหวัดทราบโดยมิชักช้า มาตรา ๔๒ ผู้ใดจะเข้าไปกระทาการในป่าชุมชน เพื่อการศึกษา ค้นคว้า วิจัย หรือสารวจ ความหลากหลายทางชีวภาพ ต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากคณะกรรมการป่าชุมชนประจาจังหวัด โดยในการอนุญาตอาจกาหนดให้มีการแบ่งปันผลประโยชน์จากการศึกษา ค้นคว้า วิจัย หรือสารวจนั้น ให้ แ ก่ ผู้ ที่ เ กี่ ย วข้ อ งด้ ว ยก็ ไ ด้ ทั้ ง นี้ ให้ เ ป็ น ไปตามระเบี ย บที่ อ อกตามมาตรา ๖๖ วรรคหนึ่ ง แห่งพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. ๒๕๖๒ ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่การศึกษา ค้นคว้า วิจัย หรือสารวจทางวิชาการของกรมป่าไม้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และหน่วยงานของรัฐที่ปกครองดูแลพื้นที่ คณะกรรมการจัดการ ป่าชุมชน เจ้าหน้าที่ป่าชุมชน และพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่ต้องแจ้งให้คณะกรรมการป่าชุมชนประจา จังหวัดทราบและต้องรายงานผลการศึกษาดังกล่าวให้คณะกรรมการป่าชุมชนประจาจังหวัดทราบด้วย ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามระเบียบที่ออกตามมาตรา ๖๖ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. ๒๕๖๒

  15. หนา ๑๖ เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๗๒ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ ในการศึกษา ค้นคว้า วิจัย หรือสารวจตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ห้ามมิให้นาทรัพยากร ชีวภาพออกจากป่าชุมชน เว้นแต่ (๑) ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากคณะกรรมการป่าชุมชนประจาจังหวัด หรือ (๒) ได้ แ จ้ ง ให้ ค ณะกรรมการป่ า ชุ ม ชนประจ าจั ง หวั ด ทราบ กรณี ที่ เ ป็ น การด าเนิ น การ โดยกรมป่าไม้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และหน่วยงานของรัฐที่ปกครองดูแลพื้นที่ มาตรา ๔๓ ให้ น าความในมาตรา ๖๗ แห่ ง พระราชบั ญ ญั ติ ป่ า ชุ ม ชน พ.ศ. ๒๕๖๒ มาใช้กับการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชกฤษฎีกานี้ มาตรา ๔๔ ในการปฏิ บั ติ ห น้ า ที่ ข องกรรมการจั ด การป่ า ชุ ม ชน เจ้ า หน้ า ที่ ป่ า ชุ ม ชน และพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้บุคคลที่เกี่ยวข้องอานวยความสะดวกตามสมควร มาตรา ๔๕ ให้ น าความในมาตรา ๖๙ และมาตรา ๗๐ แห่งพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. ๒๕๖๒ มาใช้กับการดาเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ยึดไว้ตามมาตรา ๖๗ (๔) แห่งพระราชบัญญัติ ป่าชุมชน พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๔๖ ในการปฏิ บั ติ ห น้ า ที่ ให้ ก รรมการจั ด การป่ า ชุ ม ชน เจ้ า หน้ า ที่ ป่ า ชุ ม ชน และพนักงานเจ้าหน้าที่แสดงบัตรประจาตัวต่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง บัตรประจาตัวกรรมการจัดการป่าชุมชน เจ้าหน้าที่ป่าชุมชน และพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เป็นไป ตามแบบที่ รั ฐ มนตรี ป ระกาศก าหนดตามมาตรา ๗๑ วรรคสอง แห่ ง พระราชบั ญ ญั ติ ป่ า ชุ ม ชน พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๔๗ ในการปฏิ บั ติ ห น้ า ที่ ต ามพระราชกฤษฎี ก านี้ ให้ ก รรมการจั ด การป่ า ชุ ม ชน เจ้าหน้าที่ป่าชุมชน และพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๔๘ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชกฤษฎีกานี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นพนักงาน ฝ่ายปกครองหรือตารวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๙ ในกรณีที่คณะกรรมการป่าชุมชนประจาจังหวัดพบว่า คณะกรรมการจัดการ ป่าชุมชน กรรมการจัดการป่าชุมชน สมาชิกป่าชุมชน หรือเจ้าหน้าที่ป่าชุมชน กระทาการฝ่าฝืน หรื อ ไม่ ป ฏิ บั ติ ต ามพระราชกฤษฎี ก านี้ ระเบี ย บของคณะกรรมการนโยบาย หรื อ ข้ อ บั ง คั บ ของคณะกรรมการจั ด การป่ า ชุ ม ชน คณะกรรมการป่ า ชุ ม ชนประจ าจั ง หวั ด มี อ านาจสั่ ง การ ให้คณะกรรมการจัดการป่าชุมชน กรรมการจัดการป่าชุมชน สมาชิกป่าชุมชน หรือเจ้าหน้าที่ป่าชุมชน ดังกล่าว กระทาการหรืองดเว้นการกระทาใด ๆ ตามความเหมาะสม

  16. หนา ๑๗ เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๗๒ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ ผู้ได้รับคาสั่งของคณะกรรมการป่าชุมชนประจาจังหวัดตามวรรคหนึ่ง ต้องปฏิบัติตามคาสั่ง ดังกล่าวภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการป่าชุมชนประจาจังหวัดกาหนด ในกรณีที่ผู้ได้รับคาสั่งของคณะกรรมการป่าชุมชนประจาจังหวัดตามวรรคหนึ่ง ไม่เห็นด้วยกับ คาสั่งดังกล่าว ให้ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการนโยบายภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับคาสั่ง และ ให้นาความในมาตรา ๑๕ วรรคสี่และวรรคห้า มาใช้บังคับโดยอนุโลม การอุทธรณ์ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการที่ต้องปฏิบัติตามคาสั่งของคณะกรรมการป่าชุมชนประจา จังหวัด เว้นแต่คณะกรรมการป่าชุมชนประจาจังหวัด หรือคณะกรรมการนโยบายจะสั่งเป็นอย่างอื่น การดาเนินการตามมาตรานี้ ไม่กระทบสิทธิกรมป่าไม้ที่จะดาเนินคดีกับคณะกรรมการจัดการ ป่าชุมชน กรรมการจัดการป่าชุมชน สมาชิกป่าชุมชน หรือเจ้าหน้าที่ป่าชุมชน มาตรา ๕๐ อธิบดีมีหน้าที่และอานาจในการส่งเสริมสนับสนุนและติดตามดูแลการดาเนินงาน ของคณะกรรมการป่าชุมชนประจาจังหวัด และอาจสั่งให้กรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการ ป่าชุมชนประจาจังหวัดชี้แจงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของคณะกรรมการ ป่าชุมชนประจาจังหวัดได้ มาตรา ๕๑ อธิบดีอาจขอให้คณะกรรมการป่าชุมชนประจาจังหวัดกระทาการหรือยับยั้ง การกระทาใด ๆ เพื่อให้ เป็น ไปตามกฎหมาย นโยบายหรือมติของคณะรัฐมนตรีและระเบียบของ คณะกรรมการนโยบาย เมื่อคณะกรรมการป่าชุมชนประจาจังหวัดได้รับแจ้งจากอธิบดีตามวรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการ ป่าชุมชนประจาจังหวัดพิจารณาและแจ้งผลให้อธิบดีทราบภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคาขอ ในกรณี ที่ อ ธิ บ ดี ไ ม่ เ ห็ น ด้ ว ยกั บ ความเห็ น ของคณะกรรมการป่ า ชุ ม ชนประจ าจั ง หวั ด ที่ แ จ้ง ตามวรรคสอง ให้อธิบดีนาเสนอคณะกรรมการนโยบายพิจารณาภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งผล และให้นาความในมาตรา ๑๕ วรรคสี่และวรรคห้า มาใช้บังคับโดยอนุโลม มาตรา ๕๒ ในกรณี ที่มีการฝ่าฝื นพระราชกฤษฎี กานี้ หรื อระเบียบหรือข้อบังคับที่ออก ตามพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. ๒๕๖๒ เป็นเหตุให้มีสิ่งปลูกสร้างขึ้นใหม่หรือมีสิ่งอื่นใดในป่าชุมชน ให้คณะกรรมการป่าชุมชนประจาจังหวัดมีอานาจสั่งให้ผู้กระทาการฝ่าฝืนทาลายหรือรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง หรือสิ่งอื่นใดนั้นออกไปจากป่าชุมชน หรือกระทาการใด ๆ ตามควรแก่กรณีภายในเวลาที่กาหนด

  17. หนา ๑๘ เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๗๒ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ ในกรณีที่ผู้กระทาการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคาสั่งตามวรรคหนึ่ง หรือเพื่อป้องกันหรือบรรเทา ความเสียหายแก่ป่าชุมชน คณะกรรมการป่าชุมชนประจาจังหวัดจะทาลายหรือรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง หรือสิ่งอื่นใดนั้น หรือกระทาการใด ๆ ตามควรแก่กรณีเสียเองก็ได้ และผู้กระทาการฝ่าฝืนมีหน้าที่ต้อง ชดใช้ค่าใช้จ่ายและเงินเพิ่มในอัตราร้อยละยี่สิบห้าต่อปีของค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปในการที่คณะกรรมการ ป่าชุมชนประจาจังหวัดกระทาการเสียเอง หมวด ๕ การเพิกถอนป่าชุมชน มาตรา ๕๓ อธิบดีมีอานาจสั่งเพิกถอนป่าชุมชนทั้งหมดหรือบางส่วนได้ ในกรณีดังต่อไปนี้ (๑) คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนขอให้เพิกถอนป่าชุมชนตามมาตรา ๒๔ (๒) คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนทอดทิ้งไม่จัดการฟื้นฟูป่าชุมชนนั้นต่อไป (๓) คณะกรรมการจั ด การป่ า ชุ ม ชนไม่ ป ฏิ บั ติ ต ามพระราชกฤษฎี ก านี้ หรื อ ระเบี ย บ หรื อ ข้ อบั งคับที่ ออกตามพระราชบัญ ญัติป่าชุ มชน พ.ศ. ๒๕๖๒ อั น จะเป็นเหตุใ ห้ป่าชุมชนได้รับ ความเสียหายหรือมีเหตุไม่ควรไว้วางใจให้จัดการป่าชุมชนต่อไป (๔) เมื่อมีเหตุผลความจาเป็นทางด้านกิจการเพื่อความมั่นคงของประเทศ โดยความเห็นชอบ ของรัฐมนตรี ในกรณีที่คณะกรรมการป่าชุมชนประจาจังหวัดพบเหตุตาม (๒) หรือ (๓) และเห็นเป็น การสมควรให้เพิกถอนป่าชุมชน ให้คณะกรรมการป่าชุมชนประจาจังหวัดแจ้งต่ออธิบดีเพื่อสั่งเพิกถอน ป่าชุมชนต่อไป หรือในกรณีที่พนั กงานเจ้าหน้าที่พบเหตุตาม (๒) หรือ (๓) ให้รายงานต่ออธิบดี เพื่อพิจารณาสั่งเพิกถอนป่าชุมชน เมื่ออธิบดีมีคาสั่งเพิกถอนป่าชุมชนแล้ว ให้อธิบดีแจ้งคาสั่งเป็นหนังสือให้คณะกรรมการจัดการ ป่าชุมชนทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีคาสั่ง ในกรณีที่อธิบดีมีคาสั่งเพิกถอนป่าชุมชนเพราะเหตุตาม (๒) (๓) หรือ (๔) คณะกรรมการ จัดการป่าชุมชนมีสิทธิอุทธรณ์คาสั่งเพิกถอนป่าชุมชนต่อคณะกรรมการนโยบายภายในสี่สิบห้าวันนับแต่ วันที่ได้รับแจ้งคาสั่งจากอธิบดี และให้นาความในมาตรา ๑๕ วรรคสี่และวรรคห้า มาใช้บังคับโดยอนุโลม

  18. หนา ๑๙ เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๗๒ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ ในกรณีที่มีการเพิกถอนป่าชุมชนเพราะเหตุตาม (๒) หรือ (๓) ห้ามมิให้กรรมการจัดการ ป่าชุมชนของป่าชุมชนที่ถูกเพิกถอนนั้นกลับมาเป็นกรรมการจัดการป่าชุมชนตามพระราชกฤษฎีกานี้อีก การเพิ ก ถอนป่ า ชุ ม ชนให้ มี ผ ลเมื่ อ ได้ ป ระกาศในราชกิ จ จานุ เ บกษาแล้ ว และในกรณี ที่ เ ป็ น การเพิกถอนป่าชุมชนบางส่วน ให้มีแผนที่แสดงแนวเขตแนบท้ายประกาศด้วย มาตรา ๕๔ ป่ า ชุ ม ชนใดที่ ถู ก เพิ ก ถอนทั้ ง หมด ให้ ค ณะกรรมการจั ด การป่ า ชุ ม ชนของ ป่าชุมชนที่ถูกเพิกถอนนั้นตรวจสอบทรัพย์สินส่วนกลางของป่าชุมชนและชาระหนี้ที่ค้างอยู่หรือบังคับ ตามสิทธิเรียกร้องที่มีอยู่ให้เสร็จสิ้น และรายงานผลต่อคณะกรรมการป่าชุมชนประจาจังหวัดภายใน หนึ่งปีนับแต่วันที่ประกาศการเพิกถอนป่าชุมชนในราชกิจจานุเบกษา ในกรณีที่คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนดาเนินการไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กาหนด ตามวรรคหนึ่ง กรรมการจัดการป่าชุมชนของป่าชุมชนที่ถูกเพิกถอนนั้นไม่มีสิทธิยื่นคาขอจัดตั้งป่าชุมชนอีก จนกว่าคณะกรรมการจัดการป่าชุมชนจะดาเนินการให้แล้วเสร็จ เมื่อได้ตรวจสอบทรัพย์สินส่วนกลางของป่าชุมชนและชาระหนี้ที่ค้างอยู่หรือบังคับตามสิทธิ เรียกร้องที่มีอยู่เสร็จสิ้นแล้ว ถ้ามีทรัพย์สินส่วนกลางส่วนที่เป็นสังหาริมทรัพย์เหลืออยู่เท่าใดให้ตกเป็น ของกรมป่าไม้หรือมอบให้แก่คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนของป่าชุมชนอื่นเพื่อใช้ในการจัดการป่าชุมชน นั้นต่อไป ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการป่าชุมชนประจาจังหวัดกาหนด มาตรา ๕๕ ทรัพย์สินส่วนกลางของป่าชุมชนที่ถูกเพิกถอน ถ้าเป็นไม้หรืออสังหาริมทรัพย์ ให้ ต กเป็ น ของแผ่ น ดิ น และให้ ก รมป่ า ไม้ จั ด การให้ เ ป็ น ไปตามระเบี ย บที่ อ อกตามมาตรา ๘๐ แห่งพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๕๖ ป่าชุมชนที่ถูกเพิกถอนตามมาตรา ๕๓ อาจมีการนาพื้นที่ดังกล่าวมาขอจัดตั้ง ป่าชุมชนใหม่อีกก็ได้ ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามระเบียบที่ออกตามมาตรา ๘๑ แห่งพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. ๒๕๖๒ และให้นาความในหมวด ๒ การจัดตั้งป่าชุมชน มาใช้บังคับโดยอนุโลม

  19. ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หนา ๒๐ เลม ๑๔๑ ตอนที่ ๗๒ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. ๒๕๖๒ กาหนดให้การจัดตั้งป่าชุมชนในพื้นที่อื่นของรัฐให้เป็นไปตามที่กาหนดในพระราชกฤษฎีกา โดยต้องมีหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการจัดตั้งป่าชุมชน การจัดการป่าชุมชน การควบคุมดูแลป่าชุมชน การเพิกถอนป่าชุมชน และการอื่นที่จาเป็น จึงจาเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้ Powered by TCPDF (www.tcpdf.org)

Royal Decree on the Establishment of Community Forests in Other State Areas, B.E. 2567 (2024) · Nelum